/ 8:22 PM /
การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่น
ในเบื้องแรก ควรพิจารณาศึกษาภาพรวมของประเทศญี่ปุ่นในเรื่องสภาพทั่วไป ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ด้านการเมืองและการบริหารของประเทศ รัฐธรรมนูญ ตลอดจนการสร้างชาติของญี่ปุ่นพอสมควร จากนั้นจึงพิจารณาศึกษาถึงการบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่นต่อไป
ญี่ปุ่น หรือ นิปปอน (Nippon) มีพื้นที่ 377,819 ตารางกิโลเมตร หรือ 145,882 ตารางไมล์ เป็นประเทศที่มีพื้นที่ขนาดกลางเช่นเดียวกับฝรั่งเศส หรือสหราชอาณาจักร (Great Britain) โดยมีขนาดใหญ่กว่าสหราชอาณาจักรเล็กน้อย หรือมีขนาดเล็กกว่าสหรัฐอเมริกา 25 เท่า ญี่ปุ่นประกอบด้วยเกาะใหญ่ 4 เกาะ เรียงตามขนาดใหญ่เล็ก อันได้แก่ เกาะฮอนชู (Honshu) ฮอกไกโด (Hokkaido) กิวชู (Kyushu) และชิโกกุ (Shikoku) รวมทั้งเกาะต่างๆ อีกประมาณ 3,900 เกาะ
ในปี ค.ศ. 1999 ญี่ปุ่นมีประชากร 126,182,077 คน ก่อนหน้านั้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1995 มีประชากร 125.62 ล้านคน มากเป็นลำดับที่ 7 ของโลก รองจากสาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย บราซิล และรัสเซีย ตามลำดับ
ญี่ปุ่นเป็นประเทศในเอเชียที่มีการบริหารประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์หรือจักรพรรดิเป็นประมุขของประเทศเช่นเดียวกับไทย ญี่ปุ่นนอกจากมีประชาธิปไตยที่มั่นคงแล้ว ยังมีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งและเจริญก้าวหน้ามาก กล่าวได้ว่า รัฐบาลในท้องถิ่นหรือการบริหารท้องถิ่น (local government) ของญี่ปุ่นซึ่งครอบคลุมการบริหารระดับจังหวัด (รวมการบริหารเมืองหลวงอยู่ด้วย) และการบริหารระดับเทศบาลมีบทบาทสำคัญในการยกมาตรฐานความเป็นอยู่และสวัสดิการสังคมของชาติทั้งในอดีต ปัจจุบัน และจะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อไปอีกในอนาคต
ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ด้านการเมืองการบริหารของญี่ปุ่น
ระบบขุนนางหรือยุคศักดินาของญี่ปุ่น (Japans feudal era) สิ้นสุดลงเมื่อเข้าสู่สมัยเมจิ (Meiji Restoration) ในปี ค.ศ. 1868 นับแต่นั้นมาพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์สมบัติและยุคสมัยใหม่ได้เริ่มต้น แม้จะมีคำกล่าวยกย่องระบอบประชาธิปไตย แต่ญี่ปุ่นในสมัยเมจิก็ยังคงมีการบริหารประเทศแบบคณาธิปไตย (oligarchy) โดยกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นรัฐบุรุษที่มีอาวุโส และมีอำนาจบริหารประเทศ พระจักรพรรดิมีบทบาทเพียงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศได้รับการยกย่องนับถือว่าทรงสืบเชื้อสายมากจากพระเจ้า ได้มีส่วนช่วยให้ประเทศเป็นเอกภาพ
ในสมัยเมจิการบริหารภายในของญี่ปุ่นได้เจริญก้าวหน้าอย่างมาก เพื่อนำไปสู่ความทันสมัยเช่นเดียวกับประเทศทางตะวันตก การพัฒนาด้านเศรษฐกิจซึ่งรวมทั้งอุตสาหกรรมหนักได้รับการปกป้อง สนับสนุน และอุดหนุนด้านการเงินโดยชนชั้นสูงหัวทันสมัยอย่างจริงจังและรวดเร็ว มีเพียงอุตสาหกรรมพื้นฐานเท่านั้นที่รัฐดำเนินการเอง ผลปรากฏว่าภายใน 2-3 ทศวรรษ ผู้นำในสมัยเมจิได้ยกเลิกสถาบันของระบบศักดินาหรือระบบขุนนาง พร้อมกับบัญญัติกฎหมายให้ยอมรับสิทธิในที่ดินและทรัพย์สินส่วนบุคคล เริ่มนำระบบกฎหมายตามแบบประเทศทางตะวันตกมาใช้ จัดให้มีการศึกษาภาคบังคับ จัดตั้งหน่วยงานของรัฐให้ทันสมัยทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ตลอดจนยกเลิกกฎหมายที่แบ่งแยกชนชั้นในสังคม หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และการจากไปของผู้นำในสมัยเมจิ ญี่ปุ่นได้เข้าสู่ยุคของการพัฒนาทางด้านการเมือง ลัทธิชาตินิยมได้รับการปลูกฝังในโรงเรียนเพื่อให้กลายเป็นความเชื่อทางศาสนา แนวคิกการปฏิรูปเพื่อนำไปสู่การบริหารภายใต้ระบอบประชาธิปไตยได้เกิดขึ้นบ้าง แต่ก็ถูกต่อต้านโดยกระแสของผู้เลื่อมใสลัทธิชาตินิยมและสนับสนุนทหารที่กล่าวหาว่านักการเมืองทำให้ญี่ปุ่นตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบต่างชาติ พร้อมกับประกาศว่าการมีกำลังทหารที่เข้มแข็งเท่านั้นจะทำให้ญี่ปุ่นได้เปรียบและเป็นประเทศผู้นำของโลก ต่อมาหลังจากแนวคิดการปฏิรูปเพื่อนำไปสู่การบริหารภายใต้ระบอบประชาธิปไตยดังกล่าวได้ถูกกำจัดลงในปี ค.ศ. 1930 สมัยฮิตเลอร์ (Hitler) ได้สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ญี่ปุ่นไม่เคยได้รับแนวคิดที่แท้จริงของการบริหารภายใต้ระบอบประชาธิปไตยโดยรัฐธรรมนูญ ประชาชนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าอำนาจอธิปไตยอยู่ที่พระจักรพรรดิ ไม่ได้อยู่ที่ประชาชน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าก่อนปี ค.ศ. 1949 หรือก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ญี่ปุ่นไม่มีประสบการณ์ของการบริหารภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ญี่ปุ่นมีเพียงรูปแบบบางส่วน (Some of the form) ของประชาธิปไตย โดยมีเนื้อหาสาระที่แท้จริงของประชาธิปไตยน้อยมาก (very little of the substance of democracy)
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม และถูกฝ่ายสัมพันธมิตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกายึดครอง ญี่ปุ่นได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1946 จักรพรรดิ ฮิโรติโต (Hirohito) ทรงลงพระปรมาภิไธย และมีผลใช้บังคับในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1947 เรียกว่า รัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้อำนาจอธิปไตยที่ประชาชนญี่ปุ่นมิใช่อยู่ที่พระจักรพรรดิอีกต่อไป เห็นได้ชัดเจนในคำปรารภของรัฐธรรมนูญที่ว่า
“ประชาชนชาวญี่ปุ่นโดยการดำเนินการผ่านผู้แทนในรัฐสภาที่ได้รับเลือกตั้งโดยชอบธรรม ได้ตกลงใจแล้วว่าจะรักษาไว้ซึ่งผลแห่งความร่วมมือกับประชาชาติทั้งหลายและความสมบูรณ์พูนสุขอันเป็นผลมาจากเสรีภาพตลอดทั่วอาณาเขตประเทศของเราเพื่อเราและลูกหลานของเรา และจะมิให้เกิดความหายนะของสงครามซึ่งเกิดจากการกระทำของรัฐบาลอีก ขอประกาศ ณ ที่นี้ว่า อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ประชาชน และขอประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ โดยพื้นฐานแล้วการปกครองประเทศเป็นสิ่งที่เกิดจากความไว้วางใจอย่างแท้จริงของประชาชน โดยอำนาจนั้นมาจากประชาชน การใช้อำนาจกระทำโดยผู้แทนของประชาชน และประชาชนเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์นั้น นี้คือหลักสากลของมนุษยชาติ และรัฐธรรมนูญนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักดังกล่าว เราจะขจัดซึ่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และคำสั่ง ตลอดจนกฤษฎีกาใดๆ ที่ขัดต่อหลักการนี้...”
ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางด้านกฎหมาย การเมือง และการบริหารจากเยอรมัน (German) และยังอยู่ฝ่ายเดียวกัน คือ ฝ่ายอักษะ โดยทำสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร แต่หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 หรือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 เป็นต้น มาประเทศสัมพันธมิตรทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาได้เข้าครอบครองพร้อมกับปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง การบริหาร รวมตลอดถึงการเข้าไปมีส่วนสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญขอองญี่ปุ่นด้วย ส่งผลให้ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลและแนวคิดด้านต่าง ๆ จากสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปฝ่ายสัมพันธมิตรที่ร่วมชนะสงครามที่สำคัญเช่น อิทธิพลและแนวคิดทางด้านการเมือง การบริหาร การกระจายอำนาจ รวมทั้งหลักการของรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยและสิทธิพื้นฐานของประชาชน (principle of democratic government and fundamental rights) ซึ่งปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น
รัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่นบัญญัติให้พระจักรพรรดิทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งประเทศญี่ปุ่นและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชนชาวญี่ปุ่น (มาตรา 1) และถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงสัญลักษณ์ของประเทศ แต่พระจักรพรรดิทรงเป็นประมุขของประเทศ มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลตามระบบรัฐสภา มีรัฐสภา (the Diet) เป็นองค์กรสูงสุดแห่งอำนาจรัฐ และเป็นองค์กรนิติบัญญัติเพียงองค์กรเดียวของรัฐ (มาตรา 41) รัฐสภาประกอบด้วย 2 สภา (มาตรา 42) อันได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร (House of Representative) มีสมาชิกจำนวน 491 คน และอยู่ในตำแหน่ง 4 ปี และวุฒิสภา (House of Councillor) ซึ่งมีสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 252 คน แบ่งเป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 152 คน และสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจำนวน 100 คน อยู่ในตำแหน่ง 6 ปี และทุก ๆ 3 ปี จะมีการเลือกตั้งสมาชิกใหม่จำนวนครึ่งหนึ่ง (มาตรา 46) รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สมาชิกทั้ง 2 สภามาจากการเลือกตั้งของประชาชนและเป็นผู้แทนของประชาชนทั้งปวง (มาตรา 43) โปรดดูภาพที่ 1
ภาพที่ 1 ภาพรวมโครงสร้างของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการของญี่ปุ่นภายใต้ลักษณะของรัฐแบบรัฐเดี่ยว และตามระบบรัฐสภาที่มีจักรพรรดิทรงเป็นประมุข
จะเห็นได้ว่าก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่นจะมีผลบังคับใช้นั้น ในวงการเมืองและการบริหารของญี่ปุ่นได้ยึดถือและใช้ระบบลูกพี่และลูกน้อง หรือระบบผู้อุปถัมภ์และผู้ถูกอุปถัมภ์ (the patron-client system) สืบต่อกันมานาน ระบบนี้อำนาจจะอยู่ในมือของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจและอิทธิพลซึ่งมีฐานะเป็นผู้อุปถัมภ์หรือเป็นลูกพี่ ลูกพี่จะช่วยเหลือเกื้อกูลและให้ผลประโยชน์เฉพาะบุคคลใกล้ชิดหรือบุคคลที่ยอมเป็นลูกน้อง ขณะเดียวกันลูกน้องก็ต้องคอยยกย่องเอาอกเอาใจลูกพี่เป็นการตอบแทน เช่นนี้เป็นลักษณะของการช่วยเหลือและตอบแทนผลประโยชน์ซึ่งกันและกันในวงแคบ แต่หลักจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญดังกล่าวได้เกิดการเปลี่ยนแปลงพอสมควร ญี่ปุ่นได้รับสถาบันทางการเมืองและการบริหารประเทศมาจากประเทศทางตะวันตกแล้วนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับประเทศและขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของตน ผลที่ตามมาก็คือ ญี่ปุ่นมีระบบการเมืองและการบริหารที่มีเอกภาพ ระบบนี้มาจากการผสมผสานสิ่งใหม่ (new) เช่น การเมืองและการบริหารตามระบอบประชาธิปไตยและเศรษฐกิจการตลาด เข้ากับสิ่งที่มีอยู่เดิม (old) เช่น การยึดถือลำดับชั้นในการบังคับบัญชาทางการเมือง การรวมอำนาจทางเศรษฐกิจและการมีระเบียบวินัยของสังคม
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร เท่าที่ผ่านมาญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญตามความหมายของสมัยใหม่ (modern sense) จำนวน 2 ฉบับ โดยในปี ค.ศ. 1889 ญี่ปุ่นได้เริ่มนำกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับแรก (the First Constitutional Law) มาใช้เรียกว่า รัฐธรรมนูญสมัยเมจิ ปีค.ศ. 1889 (the Meiji constitution) ประกาศเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1889 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1890 ต่อมาได้ใช้รัฐธรรมนูญสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกว่า รัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น ประกาศโดยพระจักรพรรดิ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1946 หลังจากนั้นอีก 6 เดือน จึงมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1947 และใช้มาจนทุกวันนี้
ก่อนที่ญี่ปุ่นจะมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกตามความหมายของสมัยใหม่นั้น เอกสารที่เก่าแก่ที่สุดและรู้จักกันทั่วไป ซึ่งพอที่จะเทียบเคียงได้ว่ามีลักษณะคล้ายรัฐธรรมนูญ คือ รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 604 จำนวน 17 มาตรา (the 17-article constitution of 604 A.D.) ยังมีเอกสารที่มีลักษณะคล้ายรัฐธรรมนูญมากขึ้นอีก เช่น กฎหมายไทโฮ ค.ศ. 702 และกฎหมายโยโร ค.ศ. 718 (the Taiho and Yoro codes) โดยนำโครงสร้างการบริหารและกฎหมายแพ่ง ตลอดจนแนวปฏิบัติของราชวงศ์ถัง (Tang Dynasty) ของจีนมาปรับใช้กับญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีกฎของโจยี ค.ศ. 1232 (the Joei formulary of 1232) กฎของเค็มมู ค.ศ. 1336 (the Kemmu formulary of 1336) และการรวบรวมกฎหมายของโยชิมูเน ในปี ค.ศ. 1742 (Yoshimunes 1742 compilation) เป็นต้น
ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยบัญญัติไว้ดังนี้
“มาตรา 100 รัฐธรรมนูญนี้เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ (the supreme law of the nation) กฎหมาย คำสั่ง กฤษฎีกา และการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐ ไม่ว่าทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใด หากขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ย่อมไม่มีผลบังคับ...”
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีบทบัญญัติสำคัญที่แตกต่างจากฉบับแรก ที่สำคัญคือ
- จักรพรรดิทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งประเทศ และทรงเป็นศูนย์รวมแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชน อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
- ญี่ปุ่นละเว้นการประกาศสงครามด้วยการใช้อำนาจแห่งรัฐ รวมทั้งละเว้นการใช้วิธีการข่มขู่ด้วยกำลัง หรือใช้กำลังเพื่อนำไปสู่การระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ
- สิทธิพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการคุ้มครองว่าเป็นสิทธิที่มีอยู่ตลอดไปและไม่อาจถูกละเมิด
- สภาขุนนาง (the House of Peers) เดิมได้เปลี่ยนมาเป็นวุฒิสภาหรือสภาที่ปรึกษา (the House of Councilors) ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเป็นตัวแทนของปวงชนเช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร โดยสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจมากกว่าวุฒิสภา
- อำนาจบริหารอยู่ที่คณะรัฐมนตรี (the cabinet) ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา (the Diet)
- การบริหารท้องถิ่นได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างกว้างขวาง
- จักรพรรดิไม่ทรงมีพระราชอำนาจเกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับกิจการของประเทศเฉพาะที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น ทรงมีพระราชอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและประธานศาลสูงสุด (the chief justice of the Supreme Court) ตามที่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีตามลำดับ นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย
ชาวต่างชาติที่เข้ามาครอบครองญี่ปุ่นมีส่วนสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และใช้ติดต่อกันมาโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสาระสำคัญเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 40 ปี โดยแนวคิดเกี่ยวกับสถาบันและแนวทางปฏิบัติของสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรได้ไปปรากฏ เป็นเนื้อหาพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นเช่นนี้เพราะในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1946 นายพลดักกลาส แม็กอาร์เธอร์ (MacArthur) ผู้บัญชาการกองกำลังที่ครอบครองญี่ปุ่นได้จัดเตรียมแบบและร่างรัฐธรรมนูญเริ่มแรกไว้ให้ญี่ปุ่น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการร่างรัฐธรรมนูญของประเทศ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยอมรับร่างดังกล่าว มีการแก้ไขเพิ่มเติมเล็กน้อยในระดับรัฐบาล ต่อมารัฐสภา (the Diet) และสภาองคมนตรีได้ให้การรับรองและประกาศโดยพระจักรพรรดิ
รัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้บัญญัติถึงสถาบันทางการเมืองที่สำคัญ 4 สถาบัน คือ พระจักรพรรดิ (the emperor) รัฐสภา (the Diet) หรือฝ่ายนิติบัญญัติ (legislative branch) คณะรัฐมนตรี (the cabinet) หรือฝ่ายบริหาร (executive branch) ฝ่ายตุลาการ (the judiciary branch) พร้อมกันนั้นยังบัญญัติถึงการบริหารท้องถิ่น (local government) ไว้ด้วย
1) พระจักรพรรดิ รัฐธรรมนูญบัญญัติให้พระจักรพรรดิมีฐานะเป็นสัญลักษณ์ของประเทศและเป็นศูนย์รวมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชน (symbol of the State and of the unity of the people) พระจักรพรรดิองค์ปัจจุบันคือ พระจักรพรรดิอากิฮิโต (Akihito : ครองราชย์ย์ ค.ศ. 1989 หรือ พ.ศ. 2532 – ปัจจุบัน) พระจักรพรรดิไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศเพียงแต่ทรงปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เช่น ลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และประธานศาลสูงสุด (the chief justice of the Supreme Court) เป็นต้น โดยนายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับการเสนอชื่อจากรัฐสภา และประธานศาลสูงสุดจะต้องได้รับการเสนอชื่อโดยคณะรัฐมนตรีเป็นเบื้องแรกก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ พระจักรพรรดิเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง ไม่เพียงแต่เท่านั้นพระจักรพรรดืยังทรงลงพระนามในพระราชบัญญัติและสนธิสัญญาต่าง ๆ เรียกประชุมรัฐสภา ตลอดจนพระราชทานรางวัลเกียรติยศ ทั้งนี้ตามคำแนะนำและยินยอมของคณะรัฐมนตรี (advice and approval of the cabinet)
2) รัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐธรรมนูญบัญญัติถึงฝ่ายนิติบัญญัติว่านอกจากเป็นองค์กรสูงสุดของประเทศ (highest organ of state power) แล้วยังเป็นองค์กรเดียวที่บัญญัติกฎหมายในระดับชาติ (sole law-making organ of the State) อีกด้วย นอกจากนี้ยังบัญญัติให้ญี่ปุ่นใช้ระบบสองสภา (the bicameral national parliament) ซึ่งประกอบด้วยสภาผู้เทนราษฎร (the Lower House of Representatives) จำนวน 511 คน อยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี ยกเว้นจะมีการยุบสภาพผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาหรือสภาที่ปรึกษา (the Upper House of Councilors) จำนวน 252 คน (เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1996) อยู่ในตำแหน่งวาระละ 6 ปี สมาชิกของทั้งสองสภาล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน (both elected by popular vote) และล้วนเป็นตัวแทนของปวงชน (representing all of the people)
3) คณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหาร รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจบริหารอยู่ที่คณะรัฐมนตรี (executive power is vested in the cabinet) ซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2544 มีจำนวน 14 คน นายกรัฐมนตรีต้องถูกเสนอชื่อโดยรัฐสภา และต้องเป็นสมาชิกรัฐสภา (members of the Diet) นากรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีโดยรัฐมนตรีที่ได้รับแต่งตั้งส่วนใหญ่ต้องเป็นสมาชิกรัฐสภา และรัฐมนตรีทุกคนรวมทั้งนายกรัฐมนตรีต้องเป็นพลเรือน (civilians) คณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภา (collective responsibility to the Diet) สำหรับการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารออกเป็น 2 ส่วน คือ การบริหารราชการส่วนกลาง และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ดังจะได้กล่าวต่อไป
4) ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายตุลาการของญี่ปุ่นมีความเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอย่างมาก ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลสูงสุด (the Supreme Court) ศาลและศาลล่าง (inferior courts) อีกจำนวนหนึ่ง ดังจะได้นำเสนอในหัวข้อโครงสร้างระบบศาล
อำนาจของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการที่กล่าวมานี้แยกออกจากันเป็นอิสระจากกันและกัน มีการตรวจสอบและถ่วงดุลกันและกัน (โปรดดูภาพที่ 2 ประกอบ) เป็นที่น่าสังเกตว่ารูปแบบการเมืองและการบริหารประเทศของญี่ปุ่นก็มิได้เป็นไปตามระบบประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา (U.S. presidential system) แต่เป็นไปตามระบบรัฐสภาของอังกฤษ (British parliamentary system) โดยเฉพาะที่มาของนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม (indirect election)
ภาพที่ 2 ความสัมพันธ์ของอำนาจฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการตามรัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น
ที่มา : Kishimoto Koichi, Politics in Modern Japan : Development and Organization (Third Edition, Tokyo : Japan Echo Inc., 1988), p. 45.
ญี่ปุ่นได้เริ่มสร้างชาติในสมัยเมจิ (Meiji) ซึ่งใกล้เคียงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ของไทย ญี่ปุ่นมีกลยุทธ์ที่เป็นกระบวนการ 5 ประการในการสร้างชาติ เสริมอำนาจให้แก่ชาติและสร้างความสามัคคีในชาติ อันได้แก่ มีรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎรการเลือกตั้ง พรรคการเมือง และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นพร้อมกันนั้น ญี่ปุ่นมีความเชื่อว่ากระบวนการไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารท้องถิ่นอย่างเข้มงวดจริงจัง (drastic changes in the system of local government) โดยต้องยอมรับและสนับสนุนประชาธิปไตยในระดับพื้นฐานรากหญ้า (grass-root democracy) ที่สำคัญก็คือ ญี่ปุ่นได้ดำเนินการตามกลยุทธและความเชื่อดังกล่าวอย่างต่อเนื่องด้วย
ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างของประเทศประชาธิปไตยในเอเชียซึ่งมีลักษณะรัฐเป็นรัฐเดี่ยว (unitary state) และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการบริหารท้องถิ่น และการกระจายอำนาจโดยการบริหารท้องถิ่นและการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นของญี่ปุ่นไม่กระทบกระเทือนความเป็นรัฐเดี่ยวและสถาบันกษัตริย์ของญี่ปุ่น แต่กลับช่วยให้ญี่ปุ่นมีเอกภาพและสร้างความเจริญให้แก่ประเทศได้มากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันคือ ความแตกแยกหรือแตกต่างในบ้านเมืองการซื้อสิทธิขายเสียง การใช้ระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือเกื้อกูลประชาชนเพื่อให้ได้คะแนนเสียง การฉ้อราษฎร์บังหลวงของผู้บริหารในระดับสูง รวมทั้งมีเรื่องอื้อฉาวด้านการเงินเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในระดับชาติเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ใช้เงินซื้อเสียง เหล่านี้เป็นตัวอย่างลักษณะประชาธิปไตยหรือการเมืองที่ใช้เงินทองมาก (money politics)
การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่น มีสาระสำคัญดังนี้
1. วิวัฒนาการของการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่นช่วงหลังสมัยเมจิ อาจแบ่งออกเป็น 3 สมัย คือ สมัยแรก นับตั้งแต่สมัยเมจิ ปี ค.ศ. 1868 ถึงปี ค.ศ. 1920 สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
1.1 สมัยแรก นับตั้งแต่สมัยเมจิ ปี ค.ศ. 1868 ถึงปี ค.ศ. 1920 กล่าวได้ว่าญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย (the modernization of Japan) ในสมัยเมจิ (the Meiji Restoration) ส่วนการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่นได้กำเนิดขึ้นหลังจากเริ่มสมัยเมจิไม่นาน รัฐบาลในสมัยเมจิ (the Meiji Government) ได้รวมการบริหารของเจ้าผู้ครองที่ดินอิสระจำนวน 250 แห่ง (the 250-odd feudal fiefs) เข้าด้วยกันแล้วจัดตั้งเป็นจังหวัด (prefectures) ซึ่งเรียกว่า Fu หรือ Ken ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1871 จังหวัดในสมัยนั้นเป็นหน่วยการบริหารของรัฐบาลในส่วนกลาง (as national administrative units) เช่นนี้ ทำให้เห็นได้ว่าจังหวัดในสมัยนั้นยังไม่อาจนับได้ว่าเป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่นอย่างแท้จริง แต่ก็นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่น
หลังจากนั้นรัฐบาลในสมัยเมจิได้ปฏิรูปการบริหารท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้การบริหารท้องถิ่นเป็นระบบและมั่นคง จึงได้ออกกฎหมายที่เรียกว่า กฎหมายเทศบาล (The Municipality Act) และกฎหมายจังหวัด (The Prefecture Act) ในปี ค.ศ. 1888 ในปีต่อมาคือ ค.ศ. 1889 กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับแรก (the first Constitutional Law) ได้เริ่มนำมาใช้ในญี่ปุ่น กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นมีแนวคิดที่สอดคล้องและส่งเสริมการบริหารท้องถิ่นที่สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก หน่วยการบริหารท้องถิ่นต้องมีส่วนรับผิดชอบ (share responsibility) กับการบริหารงานของรัฐบาลในส่วนกลาง และประการที่สอง รัฐบาลในส่วนกลาง นอกจากจะต้องทำให้การบริหารภายใต้ระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนในระดับชาติมีผลบังคับใช้ได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเท่านั้น รัฐบาลในส่วนกลางจะต้องดำเนินการให้ประชาชนมีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับระบบบริหารสมัยใหม่ พร้อมทั้งส่งเสริมการบริหารภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนในขอบเขตที่จำกัดแก่ประชาชนในหน่วยการบริหารท้องถิ่น (a limited representative democracy on the local government level) ด้วย
ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางด้านกฎหมาย การเมืองและการบริหารจากเยอรมัน (German) และหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือหลังปี ค.ศ. 1945 เมื่อสหรัฐอเมริกาและประทศฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ายึดครองญี่ปุ่น ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางด้านการเมืองและการบริหารจากสหรัฐอเมริกา สำหรับการบริหารท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลของญี่ปุ่นในสมัยแรกนั้นได้รับอิทธิพลอย่างสูง (greatly influence) มาจากพรีอัสเซน (Preusssen) ของเยอรมัน อย่างไรก็ตามขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมในท้องถิ่นของญี่ปุ่นก็ได้มีส่วนสำคัญในการผสมผสานและกำหนดรูปแบบเทศบาลที่รับมาดังกล่าวด้วย เทศบาล (municipality) ในสมัยนั้นถูกกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ในการออกกฎหมาย ส่วนสภาเทศบาล (municipal assembly) มีอำนาจหน้าที่ให้คำแนะนำปรึกษา สำหรับสมาชิกสภาเทศบาล (assemblymen) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน (direct election) เป็นเพศชายที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ส่วนนายกเทศมนตรี (mayor) ซึ่งเป็นหัวหน้าของเทศบาลมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม (indirect election) คือสมาชิกเทศบาลเป็นผู้เลือกและแต่งตั้งนายกเทศมนตรี ลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า การบริหารท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลมีบทบาท 2 ส่วน คือ เป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่น (local government) ของประชาชนในท้องถิ่น และเป็นหน่วยงานบริหาร (administrative unit) ของรัฐบาลในส่วนกลาง คือต้องมีส่วนรับผิดชอบ (share responsibility) การบริหารงานของรัฐบาลในส่วนกลาง รวมทั้งอยู่ภายใต้การควบคุ่มดูแลอย่างเข้มงวดของรัฐบาลในส่วนกลาง (under strict Governmental control) ในทำนองเดียวกันจังหวัดก็ได้ถูกกำหนดให้มีบทบาท 2 ส่วนเช่นกัน คือ เป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่น และเป็นหน่วยงานที่เป็นกลไกหรือแขนขาของรัฐบาลในส่วนกลางด้วย ในส่วนของโครงสร้างจังหวัดในสมัยนั้นประกอบด้วย ฝ่ายบริหาร คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด (prefectural governors) และฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สภาจังหวัด (prefectural assembly) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ให้คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจบริหารมาก เช่น บริหารกิจการตำรวจ เป็นต้น พร้อมกันนั้นข้าราชการประจำยังต้องให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดอีกด้วย
กระทรวงที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการบริหารท้องถิ่นรูปแบบจังหวัดและรูปแบบเทศบาลของญี่ปุ่นในสมัยแรกนั้นคือ กระทรวงกิจการภายใน (Ministry of Internal Affairs) เห็นได้จากการที่กฎหมายกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในและผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจยุบสภาเทศบาล ควบคุมวินัยและความประพฤติของนายกเทศมนตรี ตลอดจนยกเลิกคำสั่งของข้าราชการประจำในเทศบาลซึ่งข้าราชการประจำดังกล่าวมีบทบาทในการควบคุมดูแลการบริหารงานของเทศบาลอย่างมาก ขณะเดียวกันรัฐบาลในส่วนกลางหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในเป็นผู้แต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด
1.2 สมัยที่สอง เป็นสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 ถึงประมาณปี ค.ศ. 1944 กล่าวได้ว่านับแต่ปี ค.ศ. 1920 เป็นต้นมา การบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่นได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากรัฐบาลในส่วนกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้เริ่มมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด (prefectural governors) ในบางจังหวัด แต่หลังจากฝ่ายทหารมีอำนาจในช่วงทศวรรษ 1930 การบริหารท้องถิ่นและการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับการสนับสนุนลดน้อยลง ยิ่งไปกว่านั้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 การบริหารท้องถิ่นไม่ได้รับการสนับสนุนการรวมอำนาจไว้ที่รัฐบาลในส่วนกลางเกิดมากขึ้น
1.3 สมัยที่สาม เป็นสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นับตั้งแต่ญี่ปุ่นได้พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศสัมพันธมิตรทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาได้เข้าครอบครองตลอดจนปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง และการบริหารของญี่ปุ่น ต่อมาในปี ค.ศ. 1946 อันเป็นระยะเวลาเพียง 1 ปี หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงได้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด โดยประชาชนในจังหวัดเป็นผู้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง (direct popular vote) และเมื่อประกาศให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี ค.ศ. 1946 และมีผลใช้บังคับในปี ค.ศ. 1947 (พ.ศ. 2490) รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ส่งเสริมการบริหารท้องถิ่นและการกระจายอำนาจอย่างมาก โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น (local officials) มาจากการเลือกตั้งของประชาชน พร้อมกับใช้อำนาจหน่วยการบริหารท้องถิ่นจัดการและบริหารทรัพย์สินรวมทั้งกิจการต่าง ๆ ของตนเอง รวมตลอดไปถึงการที่สภานิติบัญญัติระดับชาติ (the Diet) ไม่อาจออกกฎหมายพิเศษใดมาใช้กับหน่วยการบริหารท้องถิ่นได้หากไม่ได้รับคำยินยอมจากเสียงส่วนใหญ่ของหน่วยการบริหารท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องอีกด้วย รายละเอียดของการบริหารท้องถิ่นได้ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง the Local Autonomy Law of 1947 ซึ่งออกโดยรัฐบาล ในส่วนกลางกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ในปีเดียวกับรัฐธรรมนูญและได้ใช้สืบต่อกันมานาน กฎหมายนี้ได้ยกเลิกการควบคุมกำกับดูแลของรัฐบาลในส่วนกลางที่มีต่อการบริหารท้องถิ่นทั้งในระดับจังหวัด หรือรัฐบาลในจังหวัดต่าง ๆ (prefectural governments) และในระดับเทศบาลหรือรัฐบาลในเทศบาลต่าง ๆ (municipal governments) ควบคู่ไปกับการโอนอำนาจจากรัฐบาลในส่วนกลางให้แก่หน่วยการบริหารท้องถิ่นอย่างมาก นอกจากนี้ยังได้ยกเลิกกระทรวงกิจการภายใน กระจายอำนาจกิจการตำรวจและการศึกษา จัดตั้งข้าราชการท้องถิ่น ปฏิรูประบบการเงิน การคลังของท้องถิ่น รวมตลอดทั้งออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยรวมไว้ในฉบับเดียว อันได้แก่ กฎหมายเลือกตั้งองค์กรสาธารณะ (Public Offices Election Law) ในปี ค.ศ. 1950 เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947 การบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่นทั้ง 2 ระดับ คือ ระดับจังหวัดและเทศบาลได้รับการยอมรับโดยบัญญัติไว้เป็นกฎหมายให้มีความเป็นอิสระและดำเนินการบริหารงานของตนเองได้
2. การบริหารราชการ ญี่ปุ่นแบ่งการบริหารราชการออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
2.1 การบริหารราชการส่วนกลาง หมายถึง การบริหารของรัฐบาลในส่วนกลางผ่านทางกระทรวง (ministries) และหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่ากระทรวงรวมกันไม่ต่ำกว่า 10 กระทรวง หน่วยงานในสังกัดของกระทรวง (ministerial agencies) และองค์กรบริหารทั้งหลาย (administrative bodies) ของทางราชการที่กฎหมายกำหนดอีกไม่น้อยกว่า 30 หน่วยงาน ตัวอย่างเช่น Agency for Cultural Affairs, Agency of National Resources and Energy, Food Agency, Forestry Agency, Maritime Safety Agency, National Tax Administration Agency, Social Insurance Agency สำหรับองค์กรบริหารที่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เช่น Environmental Disputes Coordination Commission, National Public Safety Commission, fair Trade Commission, National Land Agency, Defense Agency และ Management and Coordination Agency นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการตรวจสอบบัญชี (Board of Audit) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญในระดับกระทรวงอีกด้วย
ในเดือน มีนาคม ค.ศ.1995 มีกระทรวงและหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่ากระทรวงจำนวน 12 กระทรวง ปัจจุบันมีจำนวน 13 กระทรวง ได้แก่
1) สำนักนายกรัฐมนตรี (Prime Minister’s Office)
2) กระทรวงยุติธรรม (Ministry of Justice)
3) กระทรวงการต่างประเทศ (Ministry of Foreign Affairs)
4) กระทรวงการคลัง (Ministry of Finance)
5) กระทรวงศึกษาธิการ วิทยาศาสตร์ กีฬา และวัฒนธรรม (Ministry of Education, Science, Sports and Culture)
6) กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ (Ministry of Health and Welfare)
7) กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries)
8) กระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม (Ministry of International Trade and Industry)
9) กระทรวงคมนาคม (Ministry of Transport)
10) กระทรวงการไปรษณีย์และโทรคมนาคม (Ministry of Posts and Telecommunications)
11) กระทรวงแรงงาน (Ministry of Labor)
12) กระทรวงการก่อสร้าง (Ministry of Construction)
13) กระทรวงกิจการภายใน (Ministry of Home Affairs)
2.2 การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หมายถึง การบริหารของรัฐบาลในท้องถิ่นหรือการบริหารท้องถิ่นที่แบ่งเป็น 2 ระดับใหญ่ ๆ (two-tiered system หรือ two-tiered government) ที่มีความสัมพันธ์กัน คือ ระดับบน (top-tiered government) หรือระดับจังหวัด (prefectures) มีจำนวน 47 จังหวัด โดยเป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุด กับระดับล่าง (low-tiered government) หรือระดับเทศบาล (municipalities) ซึ่งมีระดับ city (ชิ) เทศบาลระดับ town (โชว) และเทศบาลระดับ village (ซอน) ในระดับจังหวัดแม้เรียกว่า “จังหวัด” และมีผู้ว่าราชการจังหวัด (governors หรือ prefectural governors) แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นการบริหารราชการส่วนภูมิภาค เพราะตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในจังหวัด ในสมัยก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นมี 46 จังหวัดและมีผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐบาลในส่วนกลางได้ใช้อำนาจของส่วนกลางผ่านทางกระทรวงกิจการภายในเพื่อแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ในสมัยนั้นจึงถือว่าจังหวัดเป็นการบริหารราชการส่วนภูมิภาค
นอกจากการบริหารระดับจังหวัดหรือรูปแบบจังหวัดและการบริหารระดับเทศบาลหรือรูปแบบเทศบาลที่ล้วนเป็นการบริหารท้องถิ่นรูปแบบปกติ (ordinary governments หรือ ordinary local public entities) ที่สำคัญแล้วญี่ปุ่นยังมีการบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (special governments หรือ special local public entities) อีกด้วย รูปแบบพิเศษนี้จัดตั้งเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะที่เป็นนโยบายส่งเสริมการบริหารท้องถิ่นของตนเอง โดยมีข้อยกเว้นที่แตกต่างไปจากหน่วยการบริหารท้องถิ่นรูปแบบปกติในเรื่องขนาดของพื้นที่ การจัดองค์การและอำนาจหน้าที่ หน่วยงานบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษมีดังนี้
1) กุ หรือเขตพิเศษ (Ku หรือ Wards หรือ Special Wards) มีอยู่เฉพาะในกรุงโตเกียว
2) หน่วยการบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอื่น (special local public entities
Unions จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินงานร่วมกันกับหน่วยการบริหารท้องถิ่นอื่น ม
2,492 แห่ง
2.2) Public Property Districts หรือ Property Wards จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดการและดำเนินกิจการเกี่ยวกับทรัพย์สินสาธารณะและสิ่งอำนวยความสะดวกมี 4,641 แห่ง
2.3) Public Corporations for Local Development หรือ Local Development Corporations จัดตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติงานตามโครงการพิเศษโดยร่วมมือกับเทศบาล มี 16 แห่ง
ทั้งนี้ในแต่ละหน่วยงานบริหารท้องถิ่นจะมีฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาท้องถิ่น และฝ่ายบริหารของตนเอง โดยทั้ง 2 ฝ่ายล้วนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
3. จากข้อเท็จจริงข้างต้นทำให้เข้าใจได้ว่า ญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญที่สำคัญ 2 ฉบับ อันได้แก่ รัฐธรรมนูญสมัยเมจิ ปี ค.ศ. 1889 และรัฐธรรมนูญสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ. 1947 ในรัฐธรรมนูญฉบับแรกนั้น ไม่มีบทบัญญัติใดที่กล่าวถึงการบริหารท้องถิ่น แต่รัฐธรรมนูญที่สองได้มีบทบัญญัติที่กล่าวถึงการบริหารท้องถิ่นไว้โดยเฉพาะในหมวดที่ 8 (Chapter VIII) มาตรา (Articles) 92-93 กล่าวคือ
3.1 หน่วยงานและการดำเนินงานของหน่วยการบริหารท้องถิ่นเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งต้องสอดคลองกับหลักการความเป็นอิสระของท้องถิ่น (principle of local autonomy)
3.2 หน่วยการบริหารท้องถิ่นประกอบด้วย สภาท้องถิ่น และคณะผู้บริหารโดยสมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน (direct popular vote of people) และหน่วยการบริหารท้องถิ่นมีสิทธิในการจัดการทรัพย์สินตลอดจนมีสิทธิในการออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้ในท้องถิ่นของตนเอง
4. แนวคิดเกี่ยวกับการกระจายอำนาจการบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่น คือ ความเป็นอิสระของท้องถิ่น (local autonomy) ส่วนการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่น หมายถึง การบริหารอื่นที่นอกเหนือจากส่วนกลางและไม่ใช่ส่วนภูมิภาค แนวคิดเหล่านี้ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี ค.ศ. 1946 อย่างชัดเจน
5. ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญทำให้ระบบการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นของญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ ปัจจัยจากภายนอก โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐอเมริกาภายใต้การดูแลของนายพลแม็คอาเธอร์ (General MacArthur) ได้ยึดครองญี่ปุ่นและมีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงรัฐธรรมนูญ (revise the constitution) ของญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศพ่ายแพ้สงครามแก่ประเทศสัมพันธมิตร อย่างไรก็ตามปัจจัยภายในประเทศของญี่ปุ่นเองก็ได้มีส่วนสนับสนุนให้มีการกระจายอำนาจแก่ท้องถิ่นด้วย
6. ในบางครั้งบางกรณีก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่นซึ่งแบ่งเป็นจังหวัดและเทศบาลมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง กล่าวคือ แม้ว่ารัฐบาลในส่วนกลางได้ยกเลิกกระทรวงกิจการภายในเมื่อ ปี ค.ศ. 1949 และได้จัดตั้ง the Local Autonomy Agency ขึ้นมาแทนก็ตาม แต่หน่วยงานดังกล่าวนี้ก็ยังคงมีบทบาทและอำนาจหน้าที่ในการควบคุมกำกับดูแลผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต่าง ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตัวอย่างการควบคุมดูแลทางตรงเช่น เชิญเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไปประชุมกรุงโตเกียว กำหนดและยกร่างกฎหมายพื้นฐานสำหรับสภาจังหวัดและสภาเทศบาล ตลอดจนให้คำแนะนำแก่หน่วยการบริหารท้องถิ่น ส่วนการควบคุมดูแลทางอ้อม เช่น มีอิทธิพลเหนือองค์กรหรือหน่วยงานกึ่งราชการบางหน่วยที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับการบริหารท้องถิ่น เป็นต้นว่า สมาคมผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งชาติ (the National Association of Governors) นอกจากนี้แล้วต่อมาได้ยกฐานะ the Local Autonomy Agency เป็น Ministry of Autonomy Affairs ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกระทรวงที่สังกัดราชการบริหารส่วนกลาง
7. การบริหารท้องถิ่นในระดับจังหวัดมีทั้งสิ้น 47 จังหวัด (prefectures) ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกัน ดังนี้
7.1 เรียกว่า To จำนวน 1 จังหวัด คือ โตเกียว หรือ จังหวัดโตเกียว (Tokyo-to หรือ Metropolitan Tokyo Prefectural Government
7.2 เรียกว่า Do จำนวน 1 จังหวัด คือ ฮอกไกโด (Hokkaido Prefectural Government)
7.3 เรียกว่า Fu จำนวน 2 จังหวัด คือ เกียวโต (Kyoto Prefectural Government) และ โอซากา (Osaka Prefectural Government) และ
7.4 เรียกว่า Ken จำนวน 43 จังหวัด
การเรียกชื่อแตกต่างกันสืบเนื่องมาจากความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตามแม้จะมีชื่อเรียกต่างกัน แต่โดยพื้นฐานแล้วต่างก็เป็นจังหวัดเหมือนกัน
จังหวัดที่ใหญ่ที่สุด คือ จังหวัดโตเกียว ในค.ศ. 2000 มีประชากร 12.06 ล้านคน เป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดและหนาแน่นที่สุดของญี่ปุ่น ส่วนจังหวัดที่เล็กที่สุด คือ จังหวัด ทอทอรี่ (Tottori Prefecture) มีประชากรเพียง 611,000 คน
ในแต่ละจังหวัดแบ่งเป็นฝ่ายบริหาร (executive) กับฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาจังหวัด (prefectural assembly) หัวหน้าฝ่ายบริหารของจังหวัด คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด (prefectural governor) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในท้องถิ่น อันเป็นลักษณะของการเลือกตั้งผู้นำฝ่ายบริหารโดยตรง (diriect election) ผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ในวาระ 4 ปี มีจำนวนทั้งสิ้น 47 คน ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติคือ สภาเทศบาลจังหวัดประกอบด้วยสมาชิกสภาเทศบาลจังหวัด (prefectural assemblymen) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน อยู่ในวาระ 4 ปี ในจังหวัดหนึ่ง ๆ มีสมาชิกสภาเทศบาลจังหวัดจำนวน 40-120 คน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัด ในปี ค.ศ. 1999 ในจำนวน 47 จังหวัด มีจำนวนสมาชิกสภาจังหวัดรวมทั้งสิ้น 2,941 คน อำนาจหน้าที่ของแต่ละจังหวัดครอบคลุม อำนาจหน้าที่ในการบริหารงานกว้าง (wide ranging administrative duties) อำนาจหน้าที่ในการประสานงาน (coordinating administrative duties) และอำนาจหน้าที่ที่เทศบาลทั่วไปไม่อาจดำเนินการได้
8. สำหรับการบริหารท้องถิ่นในระดับเทศบาลทั่วประเทศ ณ วันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 2000 มีจำนวนทั้งสิ้น 3,229 แห่ง แบ่งย่อยออกเป็น 3 ระดับ แต่ละระดับมีกฎหมายพื้นฐานที่ไม่แตกต่างกัน เทศบาลแต่ละระดับมีดังนี้
8.1 ชิ หรือ เทศบาลระดับ city มี 671 แห่ง ในจำนวนนี้มีเทศบาลระดับ city (เทศบาลนคร) ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่มหานคร (metropolitan cities) ของหลายจังหวัดทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 10 แห่ง เทศบาลนครดังกล่าวนี้มีกฎหมายพิเศษรองรับ
8.2 โชว หรือ เทศบาลระดับ town มีจำนวน 1,990 แห่ง
8.3 ซอน หรือ เทศบาลระดับ village มีจำนวน 568 แห่ง
ส่วนจำนวนประชากรของเทศบาลในแต่ละระดับ มีดังนี้
ชิ หรือ เทศบาลระดับ city มีจำนวนประชากรมากกว่า 50,000 คน
- เฉพาะเทศบาลระดับ city ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่มหานคร (metropolitan cities) หรือในเมืองใหญ่ของหลายจังหวัดทั่วประเทศและมีประชากรมากกว่า 500,000 คน กฎหมายของรัฐบาลกลาง (Government ordinance) จะกำหนดให้เรียกว่า Designated Cities มีจำนวน 12 แห่ง ได้แก่ Osaka, Nagoya, Kyoto, Yokohama, Kobe, Kitakyushu, Sapporo, Kawasaki, Fukuoka, Hiroshima, Sendai, และ Chiba เทศบาลระดับ city เหล่านี้มีอำนาจหน้าที่มากกว่าเทศบาลระดับ city ทั่วไป ทั้งนี้เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ของเมืองใหญ่ได้
- เฉพาะเทศบาลระดับ city ที่มีประชากรมากกว่า 300,000 – 500,000 คน และมีพื้นที่ 100 ตารางกิโลเมตรหรือมากกว่า กฎหมายของรัฐบาลกลางจะกำหนดให้ เรียกว่า Core Cities โดยมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับ Designated Cities ยกเว้นบางเรื่องที่หน่วยการบริหารท้องถิ่นระดับบนหรือจังหวัดจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า Core Cities มีจำนวน 27 เมือง ได้แก่ Asahlkawa, Akita, Kooriyama, Iwaki, Utsunomiya, Niigata, Toyama, Kanazawa, Nagano, Gifu, Shizuoka, Hamamatsu, Toyohashi, Toyota, Sakai, Himeji, Wakayama, Okayama, Fukuyama, Takamatsu, Matsuyama, Kochi, Nagasaki, Miyazaki, Kumamoto, Oita, และ Kagoshima
- เฉพาะเทศบาลระดับ city ที่มีประชากร 200,000 คน หรือมากกว่า กฎหมายของรัฐบาลกลางจะกำหนดให้เรียกว่า Special Cities มีอำนาจหน้าที่เพียงส่วนหนึ่งของเมืองหลัก Special Cities มีจำนวน 10 แห่ง ได้แก่ Hakodate, Morioka, Odawara, Yamato, Fukui, Kofu, Matsumoto, Numazu, Yokkaichi, และ Kure
โชว หรือ เทศบาลระดับ town มีจำนวนประชากรตั้งแต่ 1,000 – 50,000 คน การจัดตั้งเทศบาลระดับนี้เป็นไปตามกฎหมายของจังหวัด (prefectural ordinances)
ซอน หรือ เทศบาลระดับ village มีจำนวนประชากรน้อยกว่า 1,000 คน
เทศบาลแต่ละระดับแบ่งการบริหารเป็นฝ่ายบริหาร ซึ่งหัวหน้าฝ่ายบริหารเรียกว่า “นายกเทศมนตรี” (mayor) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในเทศบาล กับฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาเทศบาล (municipal assembly) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาเทศบาล (municipal assemblymen) ประมาณ 30 – 100 คนขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในเทศบาลนั้น ๆ
9. เป็นที่น่าสังเกตว่า จำนวนเทศบาลมีแนวโน้มลดน้อยลง เห็นได้จาก
- ในปี ค.ศ. 1953 มีจำนวน 9,871 แห่ง แบ่งเป็น
เทศบาลระดับ city จำนวน 286 แห่ง
เทศบาลระดับ town จำนวน 1,968 แห่ง และ
เทศบาลระดับ village จำนวน 7,617 แห่ง
- ในปี ค.ศ. 1956 มีจำนวน 3,975 แห่ง แบ่งเป็น
เทศบาลระดับ city จำนวน 498 แห่ง
เทศบาลระดับ town จำนวน 1,903 แห่ง และ
เทศบาลระดับ village จำนวน 1,574 แห่ง
- ในปี ค.ศ. 1970 มีจำนวน 3,511 แห่ง แบ่งเป็น
เทศบาลระดับ city จำนวน 556 แห่ง
เทศบาลระดับ town จำนวน 1,924 แห่ง และ
เทศบาลระดับ village จำนวน 1,031 แห่ง
- ในปี ค.ศ. 1982 มีจำนวน 3,255 แห่ง แบ่งเป็น
เทศบาลระดับ city จำนวน 651 แห่ง
เทศบาลระดับ town จำนวน 1,995 แห่ง และ
เทศบาลระดับ village จำนวน 609 แห่ง
- ปัจจุบันมีจำนวนเทศบาล 3,229 แห่ง ดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่าตัวเลขจำนวนเทศบาลมิได้เปลี่ยนแปลงไปจากปี ค.ศ. 1982 มาก
ในส่วนของจำนวนจังหวัดนั้นไม่เปลี่ยนแปลงมาก เห็นได้จากในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือก่อนปี ค.ศ. 1944 มีจำนวน 46 จังหวัด และในปี ค.ศ. 1982 มีจำนวน 47 จังหวัด และคงจำนวนเดิมมาจนกระทั่งปัจจุบัน
ภาพที่ 3 ความสัมพันธ์ของการบริหารระดับต่างๆ ของญี่ปุ่น
10. เดิมนายกเทศมนตรีมาจากการแต่งตั้งของรัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายใน แต่หลังจากแนวคิดประชาธิปไตยได้แพร่ขยายไปในช่วงทศวรรษ 1920 นายกเทศมนตรีและเทศมนตรี (deputies) จึงมาจากการคัดเลือกของสภาเทศบาลหรือมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม (indirect election) ต่อมานายกเทศมนตรีจึงมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนและอยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี สำหรับสภาเทศบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทุก ๆ 4 ปี โดยมีการประชุมกันตามปกติทุก 1 เดือน การประชุมอาจมีมากกว่าปกติได้เมื่อสมาชิกสภาเทศบาลจำนวน 10-15 คน ร้องขอ
11. พรรคการเมืองของญี่ปุ่นมีบทบาทต่อการบริหารเมืองหลวง และการบริหารท้องถิ่นอย่างยิ่ง และถึงแม้ว่าจะมีสำนักงานของพรรคการเมืองในระดับจังหวัดและในระดับเทศบาลก็ตาม แต่พรรคการเมืองส่วนใหญ่มีลักษณะรวมอำนาจไว้ที่สำนักงานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหลวง
12. กรุงโตเกียวเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองใหญ่หรือชุมชนเมือง (urban area) ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น (โปรดดูภาพที่ 4 ประกอบ) ตั้งอยู่บนเกาะฮอนชู (Honshu) ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในบรรดา 4 เกาะหลักของประเทศ อันได้แก่ เกาะฮอนชู ฮอกไกโด (Hokkaido) กิวชู (Kyushu) และชิโกกุ (Shikoku) กรุงโตเกียวตั้งอยู่ในจังหวัดที่เรียกว่า To หรือเรียกว่าตั้งอยู่ในจังหวัดโตเกียว (Tokyo-To) จังหวัดโตเกียวหรือกรุงโตเกียวมีพื้นที่ 2,187 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 840 ตารางไมล์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2000 มีประชากร 12.06 ล้านคน ก่อนหน้านั้นในปี ค.ศ. 1999 มีประชากร 11,680,490 คน และในปี ค.ศ. 1991 มีประชากร 11,631,901 คน ประชากรในช่วงกลางวันจะมากกว่าช่วงกลางคืน โดยในปี ค.ศ. 1995 ช่วงกลางวันมีจำนวน 14.6 ล้านคน ขณะที่ช่วงกลางคืนมีจำนวน 11.7 ล้านคน
ภาพที่ 4 ประเทศญี่ปุ่น กรุงโตเกียว และเมืองใหญ่ของญี่ปุ่น
พื้นที่อันเป็นที่ตั้งของกรุงโตเกียวได้ถูกครอบครองมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (prehistoric times) แต่ปรากฏอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 12 เมื่อเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านที่เรียกว่า เอโดะ (Edo) ซึ่งแปลว่า ประตูทางเข้า (Gate of the inlet) แม้ในปี ค.ศ. 1457 ได้มีการก่อสร้างปราสาทป้องกันข้าศึกที่เอโดะ โดยผู้บริหารชื่อ โอตะโดคาน (Ota Dokan) แต่เอโดะก็ยังคงมีความสำคัญน้อยมาก จนกระทั่งปี ค.ศ. 1590 เมื่อเอโดะถูกยึดครองโดย โตกูก่วา ลียาสุ (Tokugawa leyasu) ซึ่งเป็นโชกุน (shogun) หรือผู้บริหารที่เป็นทหารคนแรกของราชวงศ์โตกูกาวา (the Tokugawa dynasty : ค.ศ. 1603 – ค.ศ. 1867) ต่อมาในปี ค.ศ. 1603 โตกูกาวาได้สถาปนาเอโดะเป็นเมืองหลวงของเมืองหลวง และได้ขยายปราสาทป้องกันข้าศึกให้ใหญ่โตมากที่สุด จนกระทุ่งสมัยเมจิ ในปี ค.ศ. 1868 ได้เปลี่ยนชื่อจาก เอโดะ เป็น โตเกียว (Tokyo ซึ่งหมายถึง เมืองหลวงทางตะวันออก) และจักรพรรดิได้ย้ายมาอยู่ที่กรุงโตเกียว
กรุงโตเกียวได้เผชิญกับความเสียหายหลายครั้ง โดยเฉพาะในปี ค.ศ. 1923 ได้เกิดแผ่นดินไหวและไฟไหม้ มีรายงานว่าประชาชนเสียชีวิตหรือสูญหาย 70,000 คน และบ้านเรือน 300,000 หลังถูกทำลาย และพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงโตเกียวถูกทำลาย ต่อมาในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปี ค.ศ. 1939 – ค.ศ. 1945 กรุงโตเกียวได้ถูกโจมตีอย่างหนัก โดยเฉพาะการโจมตี เมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1942 ซึ่งเป็นเวลา 5 เดือน หลังจากกองทัพญี่ปุ่นโจมตีท่าเรือเพิร์น (Pearl Harbor) การโจมตีทางอากาศของกองทัพสหรัฐอเมริกาภายใต้การควบคุมของ พันโทเจมส์ เอช. ดูลิตเติ้ล (Lieutenant Colonel James H. Doolittle) รวมกับการโจมตีในระหว่างเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1944 ถึง สิงหาคม ค.ศ. 1945 ได้ทำลายกรุงโตเกียวอย่างมาก กรุงโตเกียวถูกกองทัพสหรัฐอเมริกาครอบครองตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 1945 ถึงเดือนเมษายน ค.ศ. 1952 การบูรณะกรุงโตเกียวได้เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 และในที่สุดได้กลายเป็นเมืองหลวงที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
13. ระบบการบริหารเมืองหลวงของญี่ปุ่นดังกล่าวมาแล้วเป็นระบบพิเศษ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1943 และระบบนี้ยังคงใช้สืบทอดมาจนกระทุ่งปัจจุบัน โดยกรุงโตเกียวเป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่นของตนเองขนาดใหญ่ (Tokyo is a vast self – governing unit) ที่แบ่งเป็น 2 ส่วน หรือ 2 ระดับ ได้แก่
ส่วนที่หนึ่ง การบริหารจังหวัดโตเกียวหรือกรุงโตเกียว หรืออาจเรียกว่า การบริหารของเทศบาลกรุงโตเกียว เป็นการบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษในระดับจังหวัดหรือระดับบน โดยเป็นหน่วยการบริหารพิเศษเพียงแห่งเดียว (a special administrative unit) ของญี่ปุ่น หรือเรียกว่า Tokyo Metropolitan Government (TGM)
ส่วนที่สอง การบริหารของเทศบาล เป็นการบริหารในระดับเทศบาลหรือระดับล่าง การบริหารในระดับนี้แบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน คือ เขตพื้นที่ชั้นใน และเขตพื้นที่ชั้นนอก
1) เขตพื้นที่ชั้นใน (the central part of Metropolitan Tokyo Prefecture) ซึ่งในที่นี้เรียกว่าเทศบาลนคร (City) ประกอบด้วย เทศบาลนคร 23 แห่ง หรือเรียกว่า 23 กุ (Ku หรือ เขตพิเศษ หรือ special wards หรือ wards) กรุงโตเกียวเริ่มมีระบบ 23 กุ เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1949 โดยแบ่งเป็น เทศบาลนครโตเกียว (City of Tokyo) 1 แห่ง และเทศบาลนครต่างๆ อีก 22 แห่ง เขตพื้นที่ชั้นในนี้มีพื้นที่ 621 ตารางกิโลเมตร หรือ 240 ตารางไมล์ ซึ่งเท่ากับพื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมดของกรุงโตเกียว และในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2000 มีประชากร 8.13 ล้านคน ก่อนหน้านั้นในปี ค.ศ. 1997 เขตพื้นที่ชั้นในมีประชากร 7,830,323 คน ก่อนหน้านั้นในปี ค.ศ. 1991 มีประชากร 8,006,386 คน
เขตพื้นที่ชั้นในนี้เป็นเขตใจกลางเมืองหลวง หรือกรุงโตเกียวซึ่งประกอบด้วยเทศบาลนคร 23 แห่งนั้น ในปี ค.ศ. 1999 ในแต่ละเทศบาลนครประกอบด้วย (1) ฝ่ายบริหารที่หัวหน้าฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง รวมหัวหน้าฝ่ายบริหารจำนวน 23 คน และ (2) ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สภาเทศบาลรวม 23 แห่ง มีสมาชิกสภาเทศบาลรวมทั้งสิ้น 1,014 คน แต่ละคนอยู่ในวาระ 4 ปี การบริหารของเขตพื้นที่ชั้นในนั้นเป็นการบริหารส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่ผู้ว่าราชการจังหวัดโตเกียว หรือผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวเข้ามามีส่วนสำคัญในการบริหารด้วย โดยผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวจะมอบหมายงานบางส่วนให้แก่เทศบาลนครจำนวน 23 แห่ง ดำเนินการหรือในบางกรณีเข้ามาทำหน้าที่บริหารงานในฐานะนายกเทศมนตรีของเทศบาลนครได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ การบริหารงานของเทศบาลทั้ง 23 แห่ง ในเขตพื้นที่ชั้นในจึงไม่มีอำนาจอิสระเหมือนกับการบริหารของเทศบาลในเขตพื้นที่อื่นๆ แต่หลังจากกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปหน่วยการบริหารท้องถิ่น (the Law for the Partial Reform of the Local Government) ประกาศใช้เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1998 ได้ทำให้เทศบาลนครเหล่านี้มีความเป็นอิสระจากการบริหารงานของจังหวัด โดยเฉพาะในด้านงบประมาณเพิ่มมากขึ้น กฎหมายนี้ยังทำให้เกิดระบบการบริหารท้องถิ่นและการบริหารเมืองหลวงใหม่ขึ้นในเทศบาลนครทั้ง 23 แห่ง โดยเริ่มปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 2000 ก่อนหน้านั้นหลังจากการปฏิรูปในปี ค.ศ. 1974 เป็นต้นมา ประชาชนมีโอกาสเลือกตั้งนายกเทศมนตรีของเทศบาลนครทั้ง 23 แห่งโดยตรง โปรดดูจำนวนประชากรและพื้นที่ของเทศบาลนครทั้ง 23 แห่ง ในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 จำนวนเทศบาลนคร 23 แห่ง (กุ หรือ เขตพิเศษ หรือ wards หรือ special wards) ในเขตพื้นที่ชั้นในของกรุงโตเกียว จำแนกจามจำนวนประชากรและพื้นที่
เขตพิเศษ (กุ) ประชากร พื้นที่ (ตารางกิโมเมตร)
1. Chilyoda-ku 39,473 11.64
2. Chtuou-ku 80,486 10.15
3. Minato-ku 159,897 20.34
4. Shinayuku-ku 263,624 18.23
5. Bunkyou-ku 170,454 11.31
6. Taitou-ku 153,420 10.08
7. Sumida-ku 217,846 13.75
8. Koutou-ku 376,247 39.44
9. Shinagawa-ku 318,694 22.72
10. Meguro-ku 241,947 14.70
11. Ohota-ku 641,336 59.46
12. Setagaya-ku 783,152 58.08
13. Shibuya-ku 190,562 15.11
14. Nakano-ku 294,625 15.59
15. Suginami-ku 505,334 34.02
16. Toshima-ku 235,378 13.01
17. Kita-ku 316,496 20.59
18. Arakawa-ku 172,504 10.20
19. ltabashi-ku 499,349 32.17
20. Nerima-ku 652,264 48.16
21. Adachi-ku 618,948 53.20
22. Katsushika-ku 420,104 34.84
23. Edogawa-ku 617,146 49.86
2) เขตพื้นที่ชั้นนอก อยู่ทางตะวันออกของกรุงโตเกียว มีพื้นที่รวมกันประมาณ 1,565 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเทศบาลระดับต่างๆ จำนวน 39 แห่ง แบ่งเป็นเทศบาลระดับ city หรือ ชิ จำนวน 26 แห่ง เทศบาลระดับ town หรือ โชว จำนวน 5 แห่ง และเทศบาลระดับ village หรือ ซอน จำนวน 8 แห่ง เขตพื้นที่ชั้นนอกดังกล่าวนี้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
(1) พื้นที่ ที่เรียกว่า the Tama Area มีพื้นที่ประมาณ 1,160 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 3.9 ล้านคน ประกอบด้วยเทศบาล 30 แห่ง ได้แก่ เทศบาลระดับ city 26 แห่ง ระดับ town 3 แห่ง และระดับ village 1 แห่ง และ
(2) พื้นที่เป็นเกาะต่างๆ (the Islands) ในอ่าวโตเกียว คือ หมู่เกาะอิซุ และหมู่เกาะโอกาซาวาร่า (Izu and Ogasawara Islands) มีพื้นที่ประมาณ 405 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 30,000 คน ประกอบด้วยเทศบาล 9 แห่ง ได้แก่ เทศบาลระดับ town 2 แห่ง และระดับ village 7 แห่ง
การบริหารในเขตพื้นที่ชั้นนอกที่เป็นรูปแบบเทศบาลดังกล่าวนี้มีหลายระดับเหมือนกับเทศบาลในจังหวัดอื่นๆ โดยเทศบาลแต่ละระดับประกอบด้วยฝ่ายบริหาร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงกับฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาเทศบาล แต่ทั้งนี้การบริหารงานบางส่วนของเทศบาลระดับต่างๆ ในเขตพื้นที่ชั้นนอกนั้น ก็ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของกรุงโตเกียวในฐานะจังหวัด โปรดดูภาพที่ 5 และตารางที่ 2 ประกอบ
ภาพที่ 5 การบริหารเมืองหลวงของญี่ปุ่น
ตารางที่ 2 จำนวนเทศบาล ประชากร และพื้นที่ของกรุงโตเกียว จำแนกตามเขตพื้นที่ชั้นในและเขตพื้นที่ชั้นนอก
กรุงโตเกียว เทศบาล ประชากร พื้นที่
เขตพื้นที่ชั้นใน เทศบาลนคร
23 แห่ง (กุ) 8.13
ล้านคน 621 ตารางกิโลเมตร
เขตพื้นที่ชั้นนอก เทศบาลระดับต่างๆ 39 แห่ง ได้แก่
ระดับ city 26 แห่ง
ระดับ town 5 แห่ง
ระดับ village 8 แห่ง The Tama Area (ระดับ City 26 แห่ง town 3 แห่ง และ village 1 แห่ง 3.9
ล้านคน 1,160 ตารางกิโลเมตร
The Izu and Ogasawara Islands (ระดับ town 2 แห่ง และ village 7 แห่ง) 30,000 คน 405 ตารางกิโลเมตร
14. ผู้ว่าราชการจังหวัดโตเกียว หรือผู้ว่าราชการกรุงโตเกียว (prefectural governor) หรือในบางครั้งอาจเรียกว่า ผู้ว่าราชการเทศบาลกรุงโตเกียว เป็นผู้บริหารสูงสุดของหน่วยการบริหารเมืองหลวงในระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในจังหวัด อยู่ในวาระ 4 ปี นายซีลิชิโร ยาซุย (Selichiro Yasui) ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวเป็นคนแรกหลังรัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่นและกฎหมายว่าด้วยการบริหารท้องถิ่น ที่เรียกว่า the Local Autonomy Law of 1947 มีผลใช้บังคับในปี ค.ศ. 1947 อำนาจของผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวถูกถ่วงดุลโดยสภาเทศบาลกรุงโตเกียว (perfectural assembly หรือ Tokyo Metropolitan Assembly) และยังถูกแบ่งอำนาจไปใช้โดยคณะกรรมการบริหาร (executive หรือ administrative commissions) ชุดต่างๆ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของฝ่ายบริหาร
15. สภาเทศบาลกรุงโตเกียว ประกอบด้วยสมาชิกสภาเทศบาลกรุงโตเกียวจำนวน 127 คน แต่เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 2000 มีจำนวน 121 คน ทุกคนล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง และอยู่ในวาระ 4 ปี สมาชิกสภาเทศบาลกรุงโตเกียวเลือกประธานสภา (the President of the Assembly) 1 คน จากสมาชิกด้วยกันเอง
สภาเทศบาลกรุงโตเกียวนอกจากมีอำนาจด้านนิติบัญญัติ พิจารณางบประมาณ และเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ยังมีอำนาจถ่วงดุลผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวในหลายๆ เรื่อง เช่น ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งบุคคลที่ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวแต่งตั้ง เป็นต้นว่า รองผู้ว่าราชการกรุงโตเกียว และผู้ตรวจสอบบัญชีใหญ่ พร้อมกับมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมาธิการหรือคณะกรรมการต่างๆ (committees) ซึ่งแบ่งเป็นคณะกรรมการสามัญและคณะกรรมการวิสามัญ หรือคณะกรรมการพิเศษ (standing committees and special committees) เพื่อพิจารณาศึกษาเรื่องที่เป็นกิจกรรมของสภาหรือเรื่องที่สภากำหนดขึ้น โปรดดูภาพที่ 6 ประกอบ
ภาพที่ 6 หน่วยงานบริหารเมืองหลวงของญี่ปุ่น
16. อำนาจหน้าที่สำคัญของหน่วยงานบริหารเมืองหลวงระดับบนหรือระดับจังหวัด คือเทศบาลกรุงโตเกียว เป็นไปทำนองเดียวกับอำนาจหน้าที่ของหน่วยการบริหารท้องถิ่นระดับจังหวัดต่างๆ (prefectural governments) อำนาจหน้าที่ที่จะกล่าวต่อไปนี้มีมาตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1947 และสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน เช่น
1) กิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาภาค
2) การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับภาคอุตสาหกรรม
3) ก่อสร้างและบำรุงรักษาถนน แม่น้ำ และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ
4) การบริหารการศึกษาภาคบังคับ
5) การบริหารกิจการตำรวจ
6) ออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจให้แก่ประชาชนและภาคเอกชน
7) ให้การสนับสนุน ร่วมมือ และประสานงานในการทำกิจกรรมต่างๆ กับหน่วยงานของรัฐบาลในส่วนกลาง และหน่วยการบริหารท้องถิ่นระดับเทศบาล เช่น การก่อสร้างและบำรุงรักษาสถานศึกษาในระดับ upper – secondary education ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมในท้องถิ่น
17. ส่วนอำนาจหน้าที่ที่สำคัญของหน่วยการบริหารเมืองหลวงระดับล่างหรือระดับเทศบาล คือ เทศบาลนครในเขตพื้นที่ชั้นใน และเทศบาลระดับต่างๆ ในเขตพื้นที่ชั้นนอก ก็เป็นไปทำนองเดียวกับอำนาจหน้าที่ของหน่วยการบริหารท้องถิ่นระดับเทศบาลทั้งหลาย คือ การจัดการศึกษาระดับ primary and lower- secondary education ตลอดจนการบริหารกิจการตำรวจและดับเพลิง ต่อมาในปี ค.ศ. 1952 ได้มีการปรับปรุงการบริหารท้องถิ่น เช่น อำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาในระดับดังกล่าว และการบริหารกิจการตำรวจได้โอนไปให้กับหน่วยการบริหารท้องถิ่นระดับจังหวัด นอกจากนี้อำนาจหน้าที่หลักของเทศบาล คือ การบริหารงานที่เกี่ยวข้องกับความต้องการพื้นฐานของประชาชน (citizens basic needs) ตัวอย่างเช่น
1) ทำทะเบียนครอบครัว
2) ทำทะเบียนผู้อยู่อาศัย
3) ก่อสร้างและบำรุงรักษาสวนสาธารณะ แหล่งน้ำ และระบบระบายน้ำ กำจัดขยะ และระบบกำจัดขยะ และระบบบำบัดน้ำเสีย
4) กำหนดสถานที่และบำรุงรักษาสถานศึกษาภาคบังคับ และหน่วยงานดับเพลิง
18. อำนาจหน้าที่ที่สำคัญของหน่วยงานบริหารเมืองหลวงในระดับจังหวัด คือ เทศบาลกรุงโตเกียวนั้น นอกจากมีอำนาจหน้าที่ดำเนินงานต่างๆ ในฐานะจังหวัดซึ่งเป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่นดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว เทศบาลกรุงโตเกียวยังมีความรับผิดชอบงานบางส่วนในลักษณะเดียวกับงานของเทศบาลนครอื่นๆ เช่น การเก็บขยะ การประปา การสร้างทางระบายน้ำ ตลอดจนการดับเพลิงในเขตเมืองหลวงที่มีประชาชนอยู่หนาแน่น
19. หากพิจารณาโดยภาพรวมอาจกล่าวได้ว่าการบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่นประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้เพราะญี่ปุ่นมีข้อดีอย่างน้อย 4 ประการคือ
ประการแรก ญี่ปุ่นส่งเสริมภาคเอกชนให้เข้มแข็ง
ประการที่สอง ญี่ปุ่นพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ และ
ประการที่สาม รัฐบาลในส่วนกลางไม่เข้าไปก้าวก่ายการบริหารงานของภาคประชาชนหรือประชาชนในท้องถิ่น
ประการที่สี่ ญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญและระบบกฎหมายที่เข้มแข็งที่นำไปใช้ได้ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น ค.ศ. 1946 ซึ่งประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1947 และกฎหมายเลือกตั้งองค์กรสาธารณะ (Public Offices Election Law) ปี ค.ศ. 1950 อันมีส่วนสำคัญทำให้บทบัญญัติหรือหลักการต่างๆ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญสามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างจริงจัง หมายความว่า รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นได้บัญญัติรับรองหลักการเกี่ยวกับระบบประชาธิปไตยแบบผู้แทนพร้อมทั้งรับประกันหลักการเกี่ยวกับสิทธิเลือกตั้งสากล (รัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น มาตรา 15) หลักความเท่าเทียมกันของคะแนนเสียง (มาตรา 14) และหลักความลับของการออกเสียงเลือกตั้ง (มาตรา 15) หลักการเหล่านี้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญในบทที่ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองซึ่งใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาแห่งชาติ รวมทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารของหน่วยงานบริหารท้องถิ่น นอกจากนี้แต่เดิมกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสภาสูง หรือบทบัญญัติเกี่ยวกับการเลือกตั้งองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายองค์กรส่วนท้องถิ่น จนกระทั่งปี ค.ศ. 1950 ได้มีการออกกฎหมายเลือกตั้งองค์กรสาธารณะดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายที่รวมกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งหลายฉบับเข้าด้วยกัน ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้ในการเลือกตั้งเพื่อให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง
ในเวลาเดียวกัน ญี่ปุ่นก็ต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคของการบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่นด้วยเช่นกัน ที่สำคัญคือ
ประการแรก แนวคิดของการรักชุมชนหรือรักท้องถิ่นได้รับการพัฒนาไม่มากเท่าที่ควร ส่งผลให้ความภาคภูมิใจของประชาชนในท้องถิ่นของตนอยู่ในระดับต่ำ
ประการที่สอง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่วัฒนธรรมและพฤติกรรมที่ไม่ยอมรับการแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นโดยใช้ความคิดริเริ่มของตนอง แต่นิยมชมชอบและยอมรับคำสั่งจากรัฐบาลในส่วนกลางมากกว่า
ประการที่สาม มีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น เช่น ปัญหาความมั่นคงปลอดภัยของสังคม ปัญหาการว่างงาน และปัญหาการวางแผนเศรษฐกิจ ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลในส่วนกลางจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทำให้ท้องถิ่นขาดความเป็นอิสระ
ปะการที่สี่ การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น ขาดแหล่งทุนสนับสนุนด้านการเงิน ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนและเงินช่วยเหลือต่างๆ จากรัฐบาลในส่วนกลาง ฉะนั้นการถูกควบคุมดูแลโดยรัฐบาลในส่วนกลางทั้งทางตรงและทางอ้อมจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ประการที่ 5 ในหลักการแล้ว การบริหารงานบุคคลของหน่วยงานบริหารเมืองหลวงจะต้องใช้ระบบคุณธรรม (merit system) แต่ในสภาพความเป็นจริง อิทธิพลของระบบอาวุโสที่สืบทอดกันมาช้านาน (traditional seniority system) ก็ยังคงมีอยู่อย่างเหนียวแน่น
บทสรุป
จากการพิจารณาศึกษาสภาพข้อเท็จจริงของการบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ที่เน้นในเรื่องรูปแบบ โครงสร้าง และอำนาจหน้าที่ ทำให้สรุปได้ว่า
1. การบริหารเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น เกิดขึ้นโดยกฎหมายพิเศษ อีกทั้งการบริหารเมืองหลวงกับการบริหารท้องถิ่นมีความสัมพันธ์กัน
2. สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ล้วนประกอบด้วยหน่วยงานบริหารเมืองหลวง 2 ระดับ คือ ระดับบนหรือระดับจังหวัด และระดับล่างหรือระดับเทศบาล โปรดดูตารางที่ 3 ประกอบ
ตารางที่ 3 เปรียบเทียบหน่วยงานบริหารเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น จำแนกตามระดับบนและระดับล่าง
สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น
ระดับบน หรือระดับจังหวัด กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (Washington D.C.) เทศบาลกรุงลอนดอน (the Greater London Authority) จังหวัดปารีส (Paris Departement) (เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคทำนองเดียวกับไทย เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด (Prefet) มาจากการเลือกตั้งและเป็นตัวแทนของรัฐนมตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) เทศบาลกรุงโตเกียว (Tokyo หรือ Tokyo Metropolitan Government) หรือ จังหวัดโตเกียว (Tokyo Prefecture) (แม้เรียกว่าจังหวัด แต่ก็เป็นราชการส่วนท้องถิ่น เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด (Prefectural Governor) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในจังหวัด)
ระดับล่าง หรือระดับเทศบาล เทศบาลนครวอชิงตัน (City of Washington) เพียงแห่งเดียว เทศบาลนครลอนดอน (City of London) และเทศบาลนครต่างๆ (London Boroughs) เทศบาลนครปารีส (City of Paris) และเทศบาลนครต่างๆ (Communes) เทศบาลนครโตเกียว (City of Tokyo) และ เทศบาลนครต่างๆ (กุ) ที่อยู่ในเขตพื้นที่ชั้นใน รวมทั้งเทศบาลระดับต่างๆ (ชิ, โชว, ชอน) ในเขตพื้นที่ชั้นนอก
3. ในเรื่องรูปแบบ หน่วยงานบริหารเมืองหลวงระดับเทศบาลหรือระดับล่างของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส อันได้แก่ เทศบาลนครวอชิงตัน เทศบาลนครลอนดอน และเทศบาลนครตางๆ (London Boroughs) ตลอดจนเทศบาลนครปารีส และเทศบาลนครต่างๆ (Communes) ตามลำดับ เป็นรูปแบบเทศบาล (municipalities) แบบนายกเทศมนตรี สภาเทศบาล ซึ่งหัวหน้าฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม (indirect election) ส่วนญี่ปุ่นคือ เทศบาลนครโตเกียว และเทศบาลนครต่างๆ (กุ) ที่อยู่ในเขตพื้นที่ชั้นใน รวมทั้งเทศบาลระดับต่างๆ (ชิ, โชว, ชอน) ในเขตพื้นที่ชั้นนอก เป็นรูปแบบเทศบาลแบบหัวหน้าฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้งโดยตรง-สภาเทศบาล
4. ในส่วนของโครงสร้าง เทศบาลนครของทุกประเทศล้วนมีโครงสร้างที่แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาเทศบาล พร้อมกันนั้น โครงสร้างการบริหารเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ยังแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ โครงสร้างการบริหารเมืองหลวงที่หน่วยงานบริหารเมืองหลวงทั้ง 2 ระดับ เป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่น และโครงสร้างการบริหารเมืองหลวงที่หน่วยงานบริหารเมืองหลวงระดับล่างเท่านั้นเป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่น
5. อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานบริหารเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่นนั้น ส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานบริหารในพื้นที่มหานคร (Metropolitan areas) อนึ่ง อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานบริหารเมืองหลวง รวมทั้งหน่วยการบริหารท้องถิ่นที่กฎหมายกำหนดไว้นั้นเป็นแต่เพียงขอบเขตหรือแนวทางให้กับหน่วยงานดังกล่าวเท่านั้น มิได้หมายความว่า หน่วยงานดังกล่าวนั้นจะต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ทุกประการ อาจไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่บางประการก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการและประสบการณ์ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่นด้วย ในที่นี้สรุปอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานบริหารเมืองหลวงเป็น 2 ระดับคือ อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานบริหารเมืองหลวงระดับบนและระดับล่าง โดยอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานบริหารเมืองหลวงระดับบน ส่วนใหญ่เป็นการวางแผนและให้บริการหลัก ขณะที่อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานบริหารเมืองหลวงระดับล่างส่วนใหญ่เป็นการให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป และปฏิบัติงานประจำในท้องถิ่น
บรรณานุกรม
กรุงเทพมหานคร. จากเทศบาลสู่กรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานาคร : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, 2542.
กิตติ ประทุมแก้ว. การปกครองท้องถิ่นในประเทศไทย. พระนคร : โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์, 2512.
กฤช เพิ่มทันจิตต์ และ คณะ. การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การเสริมสร้างศักยภาพและประสิทธิภาพในการอำนวยบริการของเทศบาล. กรุงเทพมหานคร : ศูนย์ศึกษาชุมชนเมือง คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์, 2531
กฤช เพิ่มทันจิตต์ และ ปกรณ์ ปรียากร. รายงานผลการวิจัย การแสวงหารูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการปกครองเทศบาลไทย : ทางสามแพร่งของประชาชนในท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร : ศูนย์ศึกษาชุมชนเมือง คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์, 2530.
คณะกรรมาธิการปกครอง วุฒิสภา. รายงานของคณะกรรมาธิการการปกครองวุฒิสภา เรื่อง ความเหมาะสมและความพร้อมในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด. กรุงเทพมหานคร : กองกรรมาธิการ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2536.
จีรศักดิ์ บุญโชคช่วย. ความเป็นไปได้ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด. กรุงเทพมหานคร : สารนิพนธ์ของการศึกษาตามหลักสูตรรัฐศาสตร์มหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2533.
ชลอ ธรรมศิริ. ระเบียบบริหาราชการส่วนจังหวัด. กรุงเทพมหานคร : วิทยานิพนธ์ปริญญาโททางรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2512.
ชูวงศ์ ฉายะบุตร. การปกครองท้องถิ่นไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพมหานคร : บริษัท พิฆเณศพริ้นท์ติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด, 2539.
ชูวงศ์ ฉายะบุตร. ผู้ว่าราชการจังหวัด. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น, 2536.
ชูศักดิ์ เที่ยงตรง. การบริหารการปกครองท้องถิ่นเปรียบเทียบ. กรุงเทพมหานคร : คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2520.
ดำรง ลัทธพิพัฒน์. ทฤษฎีและแนวคิดในการพัฒนาประเทศ. พระนคร : โรงพิมพ์ ชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย, 2508.
ดิน ปรัชญพฤทธิ์. ศัพท์รัฐศาสนศาสตร์. กรุเทพมหานคร : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2535.
บุญรงค์ นิลวงศ์. การปกครองท้องถิ่นเปรียบเทียบ. กรุงเทพมหานคร : เจริญวิทย์การพิมพ์, 2522.
ประยูร กาญจนดุล. กฎหมายปกครอง. พระนคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2491.
ประหยัด หงษ์ทองคำ. การพัฒนาทางการเมืองโดยกระบวนการปกครองท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร : นำอักษรการพิมพ์, 2519.
ประหยัด หงษ์ทองคำ และ พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว. ปัญหาแนวทางปรับปรุงประสิทธิภาพของการบริหารเทศบาลไทย. กรุงเทพมหานคร : เจ้าพระยาการพิมพ์, 2529.
พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว และ พรศักดิ์ จิรไกรศิริ บรรณาธิการ. กระบวนการเปลี่ยนแหลงให้เป็นสมัยใหม่ทางการเมืองของญี่ปุ่น. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์, 2524.
ไพบูลย์ ช่างเรียน. สังคมการเมืองและการปกครองไทย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, 2520.
วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. ผู้ว่าราชการจังหวัดไทย : วิเคราะห์เปรียบเทียบกับผู้ว่าราชการจังหวัดของสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541.
ในเบื้องแรก ควรพิจารณาศึกษาภาพรวมของประเทศญี่ปุ่นในเรื่องสภาพทั่วไป ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ด้านการเมืองและการบริหารของประเทศ รัฐธรรมนูญ ตลอดจนการสร้างชาติของญี่ปุ่นพอสมควร จากนั้นจึงพิจารณาศึกษาถึงการบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่นต่อไป
ญี่ปุ่น หรือ นิปปอน (Nippon) มีพื้นที่ 377,819 ตารางกิโลเมตร หรือ 145,882 ตารางไมล์ เป็นประเทศที่มีพื้นที่ขนาดกลางเช่นเดียวกับฝรั่งเศส หรือสหราชอาณาจักร (Great Britain) โดยมีขนาดใหญ่กว่าสหราชอาณาจักรเล็กน้อย หรือมีขนาดเล็กกว่าสหรัฐอเมริกา 25 เท่า ญี่ปุ่นประกอบด้วยเกาะใหญ่ 4 เกาะ เรียงตามขนาดใหญ่เล็ก อันได้แก่ เกาะฮอนชู (Honshu) ฮอกไกโด (Hokkaido) กิวชู (Kyushu) และชิโกกุ (Shikoku) รวมทั้งเกาะต่างๆ อีกประมาณ 3,900 เกาะ
ในปี ค.ศ. 1999 ญี่ปุ่นมีประชากร 126,182,077 คน ก่อนหน้านั้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1995 มีประชากร 125.62 ล้านคน มากเป็นลำดับที่ 7 ของโลก รองจากสาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย บราซิล และรัสเซีย ตามลำดับ
ญี่ปุ่นเป็นประเทศในเอเชียที่มีการบริหารประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์หรือจักรพรรดิเป็นประมุขของประเทศเช่นเดียวกับไทย ญี่ปุ่นนอกจากมีประชาธิปไตยที่มั่นคงแล้ว ยังมีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งและเจริญก้าวหน้ามาก กล่าวได้ว่า รัฐบาลในท้องถิ่นหรือการบริหารท้องถิ่น (local government) ของญี่ปุ่นซึ่งครอบคลุมการบริหารระดับจังหวัด (รวมการบริหารเมืองหลวงอยู่ด้วย) และการบริหารระดับเทศบาลมีบทบาทสำคัญในการยกมาตรฐานความเป็นอยู่และสวัสดิการสังคมของชาติทั้งในอดีต ปัจจุบัน และจะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อไปอีกในอนาคต
ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ด้านการเมืองการบริหารของญี่ปุ่น
ระบบขุนนางหรือยุคศักดินาของญี่ปุ่น (Japans feudal era) สิ้นสุดลงเมื่อเข้าสู่สมัยเมจิ (Meiji Restoration) ในปี ค.ศ. 1868 นับแต่นั้นมาพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์สมบัติและยุคสมัยใหม่ได้เริ่มต้น แม้จะมีคำกล่าวยกย่องระบอบประชาธิปไตย แต่ญี่ปุ่นในสมัยเมจิก็ยังคงมีการบริหารประเทศแบบคณาธิปไตย (oligarchy) โดยกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นรัฐบุรุษที่มีอาวุโส และมีอำนาจบริหารประเทศ พระจักรพรรดิมีบทบาทเพียงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศได้รับการยกย่องนับถือว่าทรงสืบเชื้อสายมากจากพระเจ้า ได้มีส่วนช่วยให้ประเทศเป็นเอกภาพ
ในสมัยเมจิการบริหารภายในของญี่ปุ่นได้เจริญก้าวหน้าอย่างมาก เพื่อนำไปสู่ความทันสมัยเช่นเดียวกับประเทศทางตะวันตก การพัฒนาด้านเศรษฐกิจซึ่งรวมทั้งอุตสาหกรรมหนักได้รับการปกป้อง สนับสนุน และอุดหนุนด้านการเงินโดยชนชั้นสูงหัวทันสมัยอย่างจริงจังและรวดเร็ว มีเพียงอุตสาหกรรมพื้นฐานเท่านั้นที่รัฐดำเนินการเอง ผลปรากฏว่าภายใน 2-3 ทศวรรษ ผู้นำในสมัยเมจิได้ยกเลิกสถาบันของระบบศักดินาหรือระบบขุนนาง พร้อมกับบัญญัติกฎหมายให้ยอมรับสิทธิในที่ดินและทรัพย์สินส่วนบุคคล เริ่มนำระบบกฎหมายตามแบบประเทศทางตะวันตกมาใช้ จัดให้มีการศึกษาภาคบังคับ จัดตั้งหน่วยงานของรัฐให้ทันสมัยทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ตลอดจนยกเลิกกฎหมายที่แบ่งแยกชนชั้นในสังคม หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และการจากไปของผู้นำในสมัยเมจิ ญี่ปุ่นได้เข้าสู่ยุคของการพัฒนาทางด้านการเมือง ลัทธิชาตินิยมได้รับการปลูกฝังในโรงเรียนเพื่อให้กลายเป็นความเชื่อทางศาสนา แนวคิกการปฏิรูปเพื่อนำไปสู่การบริหารภายใต้ระบอบประชาธิปไตยได้เกิดขึ้นบ้าง แต่ก็ถูกต่อต้านโดยกระแสของผู้เลื่อมใสลัทธิชาตินิยมและสนับสนุนทหารที่กล่าวหาว่านักการเมืองทำให้ญี่ปุ่นตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบต่างชาติ พร้อมกับประกาศว่าการมีกำลังทหารที่เข้มแข็งเท่านั้นจะทำให้ญี่ปุ่นได้เปรียบและเป็นประเทศผู้นำของโลก ต่อมาหลังจากแนวคิดการปฏิรูปเพื่อนำไปสู่การบริหารภายใต้ระบอบประชาธิปไตยดังกล่าวได้ถูกกำจัดลงในปี ค.ศ. 1930 สมัยฮิตเลอร์ (Hitler) ได้สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ญี่ปุ่นไม่เคยได้รับแนวคิดที่แท้จริงของการบริหารภายใต้ระบอบประชาธิปไตยโดยรัฐธรรมนูญ ประชาชนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าอำนาจอธิปไตยอยู่ที่พระจักรพรรดิ ไม่ได้อยู่ที่ประชาชน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าก่อนปี ค.ศ. 1949 หรือก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ญี่ปุ่นไม่มีประสบการณ์ของการบริหารภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ญี่ปุ่นมีเพียงรูปแบบบางส่วน (Some of the form) ของประชาธิปไตย โดยมีเนื้อหาสาระที่แท้จริงของประชาธิปไตยน้อยมาก (very little of the substance of democracy)
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม และถูกฝ่ายสัมพันธมิตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกายึดครอง ญี่ปุ่นได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1946 จักรพรรดิ ฮิโรติโต (Hirohito) ทรงลงพระปรมาภิไธย และมีผลใช้บังคับในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1947 เรียกว่า รัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้อำนาจอธิปไตยที่ประชาชนญี่ปุ่นมิใช่อยู่ที่พระจักรพรรดิอีกต่อไป เห็นได้ชัดเจนในคำปรารภของรัฐธรรมนูญที่ว่า
“ประชาชนชาวญี่ปุ่นโดยการดำเนินการผ่านผู้แทนในรัฐสภาที่ได้รับเลือกตั้งโดยชอบธรรม ได้ตกลงใจแล้วว่าจะรักษาไว้ซึ่งผลแห่งความร่วมมือกับประชาชาติทั้งหลายและความสมบูรณ์พูนสุขอันเป็นผลมาจากเสรีภาพตลอดทั่วอาณาเขตประเทศของเราเพื่อเราและลูกหลานของเรา และจะมิให้เกิดความหายนะของสงครามซึ่งเกิดจากการกระทำของรัฐบาลอีก ขอประกาศ ณ ที่นี้ว่า อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ประชาชน และขอประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ โดยพื้นฐานแล้วการปกครองประเทศเป็นสิ่งที่เกิดจากความไว้วางใจอย่างแท้จริงของประชาชน โดยอำนาจนั้นมาจากประชาชน การใช้อำนาจกระทำโดยผู้แทนของประชาชน และประชาชนเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์นั้น นี้คือหลักสากลของมนุษยชาติ และรัฐธรรมนูญนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักดังกล่าว เราจะขจัดซึ่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และคำสั่ง ตลอดจนกฤษฎีกาใดๆ ที่ขัดต่อหลักการนี้...”
ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางด้านกฎหมาย การเมือง และการบริหารจากเยอรมัน (German) และยังอยู่ฝ่ายเดียวกัน คือ ฝ่ายอักษะ โดยทำสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร แต่หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 หรือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 เป็นต้น มาประเทศสัมพันธมิตรทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาได้เข้าครอบครองพร้อมกับปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง การบริหาร รวมตลอดถึงการเข้าไปมีส่วนสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญขอองญี่ปุ่นด้วย ส่งผลให้ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลและแนวคิดด้านต่าง ๆ จากสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปฝ่ายสัมพันธมิตรที่ร่วมชนะสงครามที่สำคัญเช่น อิทธิพลและแนวคิดทางด้านการเมือง การบริหาร การกระจายอำนาจ รวมทั้งหลักการของรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยและสิทธิพื้นฐานของประชาชน (principle of democratic government and fundamental rights) ซึ่งปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น
รัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่นบัญญัติให้พระจักรพรรดิทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งประเทศญี่ปุ่นและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชนชาวญี่ปุ่น (มาตรา 1) และถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงสัญลักษณ์ของประเทศ แต่พระจักรพรรดิทรงเป็นประมุขของประเทศ มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลตามระบบรัฐสภา มีรัฐสภา (the Diet) เป็นองค์กรสูงสุดแห่งอำนาจรัฐ และเป็นองค์กรนิติบัญญัติเพียงองค์กรเดียวของรัฐ (มาตรา 41) รัฐสภาประกอบด้วย 2 สภา (มาตรา 42) อันได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร (House of Representative) มีสมาชิกจำนวน 491 คน และอยู่ในตำแหน่ง 4 ปี และวุฒิสภา (House of Councillor) ซึ่งมีสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 252 คน แบ่งเป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 152 คน และสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจำนวน 100 คน อยู่ในตำแหน่ง 6 ปี และทุก ๆ 3 ปี จะมีการเลือกตั้งสมาชิกใหม่จำนวนครึ่งหนึ่ง (มาตรา 46) รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สมาชิกทั้ง 2 สภามาจากการเลือกตั้งของประชาชนและเป็นผู้แทนของประชาชนทั้งปวง (มาตรา 43) โปรดดูภาพที่ 1
ภาพที่ 1 ภาพรวมโครงสร้างของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการของญี่ปุ่นภายใต้ลักษณะของรัฐแบบรัฐเดี่ยว และตามระบบรัฐสภาที่มีจักรพรรดิทรงเป็นประมุข
จะเห็นได้ว่าก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่นจะมีผลบังคับใช้นั้น ในวงการเมืองและการบริหารของญี่ปุ่นได้ยึดถือและใช้ระบบลูกพี่และลูกน้อง หรือระบบผู้อุปถัมภ์และผู้ถูกอุปถัมภ์ (the patron-client system) สืบต่อกันมานาน ระบบนี้อำนาจจะอยู่ในมือของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจและอิทธิพลซึ่งมีฐานะเป็นผู้อุปถัมภ์หรือเป็นลูกพี่ ลูกพี่จะช่วยเหลือเกื้อกูลและให้ผลประโยชน์เฉพาะบุคคลใกล้ชิดหรือบุคคลที่ยอมเป็นลูกน้อง ขณะเดียวกันลูกน้องก็ต้องคอยยกย่องเอาอกเอาใจลูกพี่เป็นการตอบแทน เช่นนี้เป็นลักษณะของการช่วยเหลือและตอบแทนผลประโยชน์ซึ่งกันและกันในวงแคบ แต่หลักจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญดังกล่าวได้เกิดการเปลี่ยนแปลงพอสมควร ญี่ปุ่นได้รับสถาบันทางการเมืองและการบริหารประเทศมาจากประเทศทางตะวันตกแล้วนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับประเทศและขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของตน ผลที่ตามมาก็คือ ญี่ปุ่นมีระบบการเมืองและการบริหารที่มีเอกภาพ ระบบนี้มาจากการผสมผสานสิ่งใหม่ (new) เช่น การเมืองและการบริหารตามระบอบประชาธิปไตยและเศรษฐกิจการตลาด เข้ากับสิ่งที่มีอยู่เดิม (old) เช่น การยึดถือลำดับชั้นในการบังคับบัญชาทางการเมือง การรวมอำนาจทางเศรษฐกิจและการมีระเบียบวินัยของสังคม
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร เท่าที่ผ่านมาญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญตามความหมายของสมัยใหม่ (modern sense) จำนวน 2 ฉบับ โดยในปี ค.ศ. 1889 ญี่ปุ่นได้เริ่มนำกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับแรก (the First Constitutional Law) มาใช้เรียกว่า รัฐธรรมนูญสมัยเมจิ ปีค.ศ. 1889 (the Meiji constitution) ประกาศเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1889 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1890 ต่อมาได้ใช้รัฐธรรมนูญสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกว่า รัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น ประกาศโดยพระจักรพรรดิ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1946 หลังจากนั้นอีก 6 เดือน จึงมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1947 และใช้มาจนทุกวันนี้
ก่อนที่ญี่ปุ่นจะมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกตามความหมายของสมัยใหม่นั้น เอกสารที่เก่าแก่ที่สุดและรู้จักกันทั่วไป ซึ่งพอที่จะเทียบเคียงได้ว่ามีลักษณะคล้ายรัฐธรรมนูญ คือ รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 604 จำนวน 17 มาตรา (the 17-article constitution of 604 A.D.) ยังมีเอกสารที่มีลักษณะคล้ายรัฐธรรมนูญมากขึ้นอีก เช่น กฎหมายไทโฮ ค.ศ. 702 และกฎหมายโยโร ค.ศ. 718 (the Taiho and Yoro codes) โดยนำโครงสร้างการบริหารและกฎหมายแพ่ง ตลอดจนแนวปฏิบัติของราชวงศ์ถัง (Tang Dynasty) ของจีนมาปรับใช้กับญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีกฎของโจยี ค.ศ. 1232 (the Joei formulary of 1232) กฎของเค็มมู ค.ศ. 1336 (the Kemmu formulary of 1336) และการรวบรวมกฎหมายของโยชิมูเน ในปี ค.ศ. 1742 (Yoshimunes 1742 compilation) เป็นต้น
ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยบัญญัติไว้ดังนี้
“มาตรา 100 รัฐธรรมนูญนี้เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ (the supreme law of the nation) กฎหมาย คำสั่ง กฤษฎีกา และการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐ ไม่ว่าทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใด หากขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ย่อมไม่มีผลบังคับ...”
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีบทบัญญัติสำคัญที่แตกต่างจากฉบับแรก ที่สำคัญคือ
- จักรพรรดิทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งประเทศ และทรงเป็นศูนย์รวมแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชน อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
- ญี่ปุ่นละเว้นการประกาศสงครามด้วยการใช้อำนาจแห่งรัฐ รวมทั้งละเว้นการใช้วิธีการข่มขู่ด้วยกำลัง หรือใช้กำลังเพื่อนำไปสู่การระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ
- สิทธิพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการคุ้มครองว่าเป็นสิทธิที่มีอยู่ตลอดไปและไม่อาจถูกละเมิด
- สภาขุนนาง (the House of Peers) เดิมได้เปลี่ยนมาเป็นวุฒิสภาหรือสภาที่ปรึกษา (the House of Councilors) ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเป็นตัวแทนของปวงชนเช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร โดยสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจมากกว่าวุฒิสภา
- อำนาจบริหารอยู่ที่คณะรัฐมนตรี (the cabinet) ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา (the Diet)
- การบริหารท้องถิ่นได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างกว้างขวาง
- จักรพรรดิไม่ทรงมีพระราชอำนาจเกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับกิจการของประเทศเฉพาะที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น ทรงมีพระราชอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและประธานศาลสูงสุด (the chief justice of the Supreme Court) ตามที่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีตามลำดับ นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย
ชาวต่างชาติที่เข้ามาครอบครองญี่ปุ่นมีส่วนสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และใช้ติดต่อกันมาโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสาระสำคัญเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 40 ปี โดยแนวคิดเกี่ยวกับสถาบันและแนวทางปฏิบัติของสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรได้ไปปรากฏ เป็นเนื้อหาพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นเช่นนี้เพราะในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1946 นายพลดักกลาส แม็กอาร์เธอร์ (MacArthur) ผู้บัญชาการกองกำลังที่ครอบครองญี่ปุ่นได้จัดเตรียมแบบและร่างรัฐธรรมนูญเริ่มแรกไว้ให้ญี่ปุ่น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการร่างรัฐธรรมนูญของประเทศ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยอมรับร่างดังกล่าว มีการแก้ไขเพิ่มเติมเล็กน้อยในระดับรัฐบาล ต่อมารัฐสภา (the Diet) และสภาองคมนตรีได้ให้การรับรองและประกาศโดยพระจักรพรรดิ
รัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้บัญญัติถึงสถาบันทางการเมืองที่สำคัญ 4 สถาบัน คือ พระจักรพรรดิ (the emperor) รัฐสภา (the Diet) หรือฝ่ายนิติบัญญัติ (legislative branch) คณะรัฐมนตรี (the cabinet) หรือฝ่ายบริหาร (executive branch) ฝ่ายตุลาการ (the judiciary branch) พร้อมกันนั้นยังบัญญัติถึงการบริหารท้องถิ่น (local government) ไว้ด้วย
1) พระจักรพรรดิ รัฐธรรมนูญบัญญัติให้พระจักรพรรดิมีฐานะเป็นสัญลักษณ์ของประเทศและเป็นศูนย์รวมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชน (symbol of the State and of the unity of the people) พระจักรพรรดิองค์ปัจจุบันคือ พระจักรพรรดิอากิฮิโต (Akihito : ครองราชย์ย์ ค.ศ. 1989 หรือ พ.ศ. 2532 – ปัจจุบัน) พระจักรพรรดิไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศเพียงแต่ทรงปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เช่น ลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และประธานศาลสูงสุด (the chief justice of the Supreme Court) เป็นต้น โดยนายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับการเสนอชื่อจากรัฐสภา และประธานศาลสูงสุดจะต้องได้รับการเสนอชื่อโดยคณะรัฐมนตรีเป็นเบื้องแรกก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ พระจักรพรรดิเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง ไม่เพียงแต่เท่านั้นพระจักรพรรดืยังทรงลงพระนามในพระราชบัญญัติและสนธิสัญญาต่าง ๆ เรียกประชุมรัฐสภา ตลอดจนพระราชทานรางวัลเกียรติยศ ทั้งนี้ตามคำแนะนำและยินยอมของคณะรัฐมนตรี (advice and approval of the cabinet)
2) รัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐธรรมนูญบัญญัติถึงฝ่ายนิติบัญญัติว่านอกจากเป็นองค์กรสูงสุดของประเทศ (highest organ of state power) แล้วยังเป็นองค์กรเดียวที่บัญญัติกฎหมายในระดับชาติ (sole law-making organ of the State) อีกด้วย นอกจากนี้ยังบัญญัติให้ญี่ปุ่นใช้ระบบสองสภา (the bicameral national parliament) ซึ่งประกอบด้วยสภาผู้เทนราษฎร (the Lower House of Representatives) จำนวน 511 คน อยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี ยกเว้นจะมีการยุบสภาพผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาหรือสภาที่ปรึกษา (the Upper House of Councilors) จำนวน 252 คน (เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1996) อยู่ในตำแหน่งวาระละ 6 ปี สมาชิกของทั้งสองสภาล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน (both elected by popular vote) และล้วนเป็นตัวแทนของปวงชน (representing all of the people)
3) คณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหาร รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจบริหารอยู่ที่คณะรัฐมนตรี (executive power is vested in the cabinet) ซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2544 มีจำนวน 14 คน นายกรัฐมนตรีต้องถูกเสนอชื่อโดยรัฐสภา และต้องเป็นสมาชิกรัฐสภา (members of the Diet) นากรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีโดยรัฐมนตรีที่ได้รับแต่งตั้งส่วนใหญ่ต้องเป็นสมาชิกรัฐสภา และรัฐมนตรีทุกคนรวมทั้งนายกรัฐมนตรีต้องเป็นพลเรือน (civilians) คณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภา (collective responsibility to the Diet) สำหรับการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารออกเป็น 2 ส่วน คือ การบริหารราชการส่วนกลาง และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ดังจะได้กล่าวต่อไป
4) ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายตุลาการของญี่ปุ่นมีความเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอย่างมาก ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลสูงสุด (the Supreme Court) ศาลและศาลล่าง (inferior courts) อีกจำนวนหนึ่ง ดังจะได้นำเสนอในหัวข้อโครงสร้างระบบศาล
อำนาจของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการที่กล่าวมานี้แยกออกจากันเป็นอิสระจากกันและกัน มีการตรวจสอบและถ่วงดุลกันและกัน (โปรดดูภาพที่ 2 ประกอบ) เป็นที่น่าสังเกตว่ารูปแบบการเมืองและการบริหารประเทศของญี่ปุ่นก็มิได้เป็นไปตามระบบประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา (U.S. presidential system) แต่เป็นไปตามระบบรัฐสภาของอังกฤษ (British parliamentary system) โดยเฉพาะที่มาของนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม (indirect election)
ภาพที่ 2 ความสัมพันธ์ของอำนาจฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการตามรัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น
ที่มา : Kishimoto Koichi, Politics in Modern Japan : Development and Organization (Third Edition, Tokyo : Japan Echo Inc., 1988), p. 45.
ญี่ปุ่นได้เริ่มสร้างชาติในสมัยเมจิ (Meiji) ซึ่งใกล้เคียงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ของไทย ญี่ปุ่นมีกลยุทธ์ที่เป็นกระบวนการ 5 ประการในการสร้างชาติ เสริมอำนาจให้แก่ชาติและสร้างความสามัคคีในชาติ อันได้แก่ มีรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎรการเลือกตั้ง พรรคการเมือง และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นพร้อมกันนั้น ญี่ปุ่นมีความเชื่อว่ากระบวนการไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารท้องถิ่นอย่างเข้มงวดจริงจัง (drastic changes in the system of local government) โดยต้องยอมรับและสนับสนุนประชาธิปไตยในระดับพื้นฐานรากหญ้า (grass-root democracy) ที่สำคัญก็คือ ญี่ปุ่นได้ดำเนินการตามกลยุทธและความเชื่อดังกล่าวอย่างต่อเนื่องด้วย
ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างของประเทศประชาธิปไตยในเอเชียซึ่งมีลักษณะรัฐเป็นรัฐเดี่ยว (unitary state) และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการบริหารท้องถิ่น และการกระจายอำนาจโดยการบริหารท้องถิ่นและการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นของญี่ปุ่นไม่กระทบกระเทือนความเป็นรัฐเดี่ยวและสถาบันกษัตริย์ของญี่ปุ่น แต่กลับช่วยให้ญี่ปุ่นมีเอกภาพและสร้างความเจริญให้แก่ประเทศได้มากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันคือ ความแตกแยกหรือแตกต่างในบ้านเมืองการซื้อสิทธิขายเสียง การใช้ระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือเกื้อกูลประชาชนเพื่อให้ได้คะแนนเสียง การฉ้อราษฎร์บังหลวงของผู้บริหารในระดับสูง รวมทั้งมีเรื่องอื้อฉาวด้านการเงินเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในระดับชาติเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ใช้เงินซื้อเสียง เหล่านี้เป็นตัวอย่างลักษณะประชาธิปไตยหรือการเมืองที่ใช้เงินทองมาก (money politics)
การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่น มีสาระสำคัญดังนี้
1. วิวัฒนาการของการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่นช่วงหลังสมัยเมจิ อาจแบ่งออกเป็น 3 สมัย คือ สมัยแรก นับตั้งแต่สมัยเมจิ ปี ค.ศ. 1868 ถึงปี ค.ศ. 1920 สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
1.1 สมัยแรก นับตั้งแต่สมัยเมจิ ปี ค.ศ. 1868 ถึงปี ค.ศ. 1920 กล่าวได้ว่าญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย (the modernization of Japan) ในสมัยเมจิ (the Meiji Restoration) ส่วนการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่นได้กำเนิดขึ้นหลังจากเริ่มสมัยเมจิไม่นาน รัฐบาลในสมัยเมจิ (the Meiji Government) ได้รวมการบริหารของเจ้าผู้ครองที่ดินอิสระจำนวน 250 แห่ง (the 250-odd feudal fiefs) เข้าด้วยกันแล้วจัดตั้งเป็นจังหวัด (prefectures) ซึ่งเรียกว่า Fu หรือ Ken ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1871 จังหวัดในสมัยนั้นเป็นหน่วยการบริหารของรัฐบาลในส่วนกลาง (as national administrative units) เช่นนี้ ทำให้เห็นได้ว่าจังหวัดในสมัยนั้นยังไม่อาจนับได้ว่าเป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่นอย่างแท้จริง แต่ก็นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่น
หลังจากนั้นรัฐบาลในสมัยเมจิได้ปฏิรูปการบริหารท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้การบริหารท้องถิ่นเป็นระบบและมั่นคง จึงได้ออกกฎหมายที่เรียกว่า กฎหมายเทศบาล (The Municipality Act) และกฎหมายจังหวัด (The Prefecture Act) ในปี ค.ศ. 1888 ในปีต่อมาคือ ค.ศ. 1889 กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับแรก (the first Constitutional Law) ได้เริ่มนำมาใช้ในญี่ปุ่น กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นมีแนวคิดที่สอดคล้องและส่งเสริมการบริหารท้องถิ่นที่สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก หน่วยการบริหารท้องถิ่นต้องมีส่วนรับผิดชอบ (share responsibility) กับการบริหารงานของรัฐบาลในส่วนกลาง และประการที่สอง รัฐบาลในส่วนกลาง นอกจากจะต้องทำให้การบริหารภายใต้ระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนในระดับชาติมีผลบังคับใช้ได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเท่านั้น รัฐบาลในส่วนกลางจะต้องดำเนินการให้ประชาชนมีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับระบบบริหารสมัยใหม่ พร้อมทั้งส่งเสริมการบริหารภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนในขอบเขตที่จำกัดแก่ประชาชนในหน่วยการบริหารท้องถิ่น (a limited representative democracy on the local government level) ด้วย
ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางด้านกฎหมาย การเมืองและการบริหารจากเยอรมัน (German) และหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือหลังปี ค.ศ. 1945 เมื่อสหรัฐอเมริกาและประทศฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ายึดครองญี่ปุ่น ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางด้านการเมืองและการบริหารจากสหรัฐอเมริกา สำหรับการบริหารท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลของญี่ปุ่นในสมัยแรกนั้นได้รับอิทธิพลอย่างสูง (greatly influence) มาจากพรีอัสเซน (Preusssen) ของเยอรมัน อย่างไรก็ตามขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมในท้องถิ่นของญี่ปุ่นก็ได้มีส่วนสำคัญในการผสมผสานและกำหนดรูปแบบเทศบาลที่รับมาดังกล่าวด้วย เทศบาล (municipality) ในสมัยนั้นถูกกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ในการออกกฎหมาย ส่วนสภาเทศบาล (municipal assembly) มีอำนาจหน้าที่ให้คำแนะนำปรึกษา สำหรับสมาชิกสภาเทศบาล (assemblymen) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน (direct election) เป็นเพศชายที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ส่วนนายกเทศมนตรี (mayor) ซึ่งเป็นหัวหน้าของเทศบาลมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม (indirect election) คือสมาชิกเทศบาลเป็นผู้เลือกและแต่งตั้งนายกเทศมนตรี ลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า การบริหารท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลมีบทบาท 2 ส่วน คือ เป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่น (local government) ของประชาชนในท้องถิ่น และเป็นหน่วยงานบริหาร (administrative unit) ของรัฐบาลในส่วนกลาง คือต้องมีส่วนรับผิดชอบ (share responsibility) การบริหารงานของรัฐบาลในส่วนกลาง รวมทั้งอยู่ภายใต้การควบคุ่มดูแลอย่างเข้มงวดของรัฐบาลในส่วนกลาง (under strict Governmental control) ในทำนองเดียวกันจังหวัดก็ได้ถูกกำหนดให้มีบทบาท 2 ส่วนเช่นกัน คือ เป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่น และเป็นหน่วยงานที่เป็นกลไกหรือแขนขาของรัฐบาลในส่วนกลางด้วย ในส่วนของโครงสร้างจังหวัดในสมัยนั้นประกอบด้วย ฝ่ายบริหาร คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด (prefectural governors) และฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สภาจังหวัด (prefectural assembly) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ให้คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจบริหารมาก เช่น บริหารกิจการตำรวจ เป็นต้น พร้อมกันนั้นข้าราชการประจำยังต้องให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดอีกด้วย
กระทรวงที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการบริหารท้องถิ่นรูปแบบจังหวัดและรูปแบบเทศบาลของญี่ปุ่นในสมัยแรกนั้นคือ กระทรวงกิจการภายใน (Ministry of Internal Affairs) เห็นได้จากการที่กฎหมายกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในและผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจยุบสภาเทศบาล ควบคุมวินัยและความประพฤติของนายกเทศมนตรี ตลอดจนยกเลิกคำสั่งของข้าราชการประจำในเทศบาลซึ่งข้าราชการประจำดังกล่าวมีบทบาทในการควบคุมดูแลการบริหารงานของเทศบาลอย่างมาก ขณะเดียวกันรัฐบาลในส่วนกลางหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในเป็นผู้แต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด
1.2 สมัยที่สอง เป็นสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 ถึงประมาณปี ค.ศ. 1944 กล่าวได้ว่านับแต่ปี ค.ศ. 1920 เป็นต้นมา การบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่นได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากรัฐบาลในส่วนกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้เริ่มมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด (prefectural governors) ในบางจังหวัด แต่หลังจากฝ่ายทหารมีอำนาจในช่วงทศวรรษ 1930 การบริหารท้องถิ่นและการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับการสนับสนุนลดน้อยลง ยิ่งไปกว่านั้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 การบริหารท้องถิ่นไม่ได้รับการสนับสนุนการรวมอำนาจไว้ที่รัฐบาลในส่วนกลางเกิดมากขึ้น
1.3 สมัยที่สาม เป็นสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นับตั้งแต่ญี่ปุ่นได้พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศสัมพันธมิตรทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาได้เข้าครอบครองตลอดจนปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง และการบริหารของญี่ปุ่น ต่อมาในปี ค.ศ. 1946 อันเป็นระยะเวลาเพียง 1 ปี หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงได้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด โดยประชาชนในจังหวัดเป็นผู้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง (direct popular vote) และเมื่อประกาศให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี ค.ศ. 1946 และมีผลใช้บังคับในปี ค.ศ. 1947 (พ.ศ. 2490) รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ส่งเสริมการบริหารท้องถิ่นและการกระจายอำนาจอย่างมาก โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น (local officials) มาจากการเลือกตั้งของประชาชน พร้อมกับใช้อำนาจหน่วยการบริหารท้องถิ่นจัดการและบริหารทรัพย์สินรวมทั้งกิจการต่าง ๆ ของตนเอง รวมตลอดไปถึงการที่สภานิติบัญญัติระดับชาติ (the Diet) ไม่อาจออกกฎหมายพิเศษใดมาใช้กับหน่วยการบริหารท้องถิ่นได้หากไม่ได้รับคำยินยอมจากเสียงส่วนใหญ่ของหน่วยการบริหารท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องอีกด้วย รายละเอียดของการบริหารท้องถิ่นได้ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง the Local Autonomy Law of 1947 ซึ่งออกโดยรัฐบาล ในส่วนกลางกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ในปีเดียวกับรัฐธรรมนูญและได้ใช้สืบต่อกันมานาน กฎหมายนี้ได้ยกเลิกการควบคุมกำกับดูแลของรัฐบาลในส่วนกลางที่มีต่อการบริหารท้องถิ่นทั้งในระดับจังหวัด หรือรัฐบาลในจังหวัดต่าง ๆ (prefectural governments) และในระดับเทศบาลหรือรัฐบาลในเทศบาลต่าง ๆ (municipal governments) ควบคู่ไปกับการโอนอำนาจจากรัฐบาลในส่วนกลางให้แก่หน่วยการบริหารท้องถิ่นอย่างมาก นอกจากนี้ยังได้ยกเลิกกระทรวงกิจการภายใน กระจายอำนาจกิจการตำรวจและการศึกษา จัดตั้งข้าราชการท้องถิ่น ปฏิรูประบบการเงิน การคลังของท้องถิ่น รวมตลอดทั้งออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยรวมไว้ในฉบับเดียว อันได้แก่ กฎหมายเลือกตั้งองค์กรสาธารณะ (Public Offices Election Law) ในปี ค.ศ. 1950 เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947 การบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่นทั้ง 2 ระดับ คือ ระดับจังหวัดและเทศบาลได้รับการยอมรับโดยบัญญัติไว้เป็นกฎหมายให้มีความเป็นอิสระและดำเนินการบริหารงานของตนเองได้
2. การบริหารราชการ ญี่ปุ่นแบ่งการบริหารราชการออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
2.1 การบริหารราชการส่วนกลาง หมายถึง การบริหารของรัฐบาลในส่วนกลางผ่านทางกระทรวง (ministries) และหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่ากระทรวงรวมกันไม่ต่ำกว่า 10 กระทรวง หน่วยงานในสังกัดของกระทรวง (ministerial agencies) และองค์กรบริหารทั้งหลาย (administrative bodies) ของทางราชการที่กฎหมายกำหนดอีกไม่น้อยกว่า 30 หน่วยงาน ตัวอย่างเช่น Agency for Cultural Affairs, Agency of National Resources and Energy, Food Agency, Forestry Agency, Maritime Safety Agency, National Tax Administration Agency, Social Insurance Agency สำหรับองค์กรบริหารที่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เช่น Environmental Disputes Coordination Commission, National Public Safety Commission, fair Trade Commission, National Land Agency, Defense Agency และ Management and Coordination Agency นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการตรวจสอบบัญชี (Board of Audit) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญในระดับกระทรวงอีกด้วย
ในเดือน มีนาคม ค.ศ.1995 มีกระทรวงและหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่ากระทรวงจำนวน 12 กระทรวง ปัจจุบันมีจำนวน 13 กระทรวง ได้แก่
1) สำนักนายกรัฐมนตรี (Prime Minister’s Office)
2) กระทรวงยุติธรรม (Ministry of Justice)
3) กระทรวงการต่างประเทศ (Ministry of Foreign Affairs)
4) กระทรวงการคลัง (Ministry of Finance)
5) กระทรวงศึกษาธิการ วิทยาศาสตร์ กีฬา และวัฒนธรรม (Ministry of Education, Science, Sports and Culture)
6) กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ (Ministry of Health and Welfare)
7) กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries)
8) กระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม (Ministry of International Trade and Industry)
9) กระทรวงคมนาคม (Ministry of Transport)
10) กระทรวงการไปรษณีย์และโทรคมนาคม (Ministry of Posts and Telecommunications)
11) กระทรวงแรงงาน (Ministry of Labor)
12) กระทรวงการก่อสร้าง (Ministry of Construction)
13) กระทรวงกิจการภายใน (Ministry of Home Affairs)
2.2 การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หมายถึง การบริหารของรัฐบาลในท้องถิ่นหรือการบริหารท้องถิ่นที่แบ่งเป็น 2 ระดับใหญ่ ๆ (two-tiered system หรือ two-tiered government) ที่มีความสัมพันธ์กัน คือ ระดับบน (top-tiered government) หรือระดับจังหวัด (prefectures) มีจำนวน 47 จังหวัด โดยเป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุด กับระดับล่าง (low-tiered government) หรือระดับเทศบาล (municipalities) ซึ่งมีระดับ city (ชิ) เทศบาลระดับ town (โชว) และเทศบาลระดับ village (ซอน) ในระดับจังหวัดแม้เรียกว่า “จังหวัด” และมีผู้ว่าราชการจังหวัด (governors หรือ prefectural governors) แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นการบริหารราชการส่วนภูมิภาค เพราะตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในจังหวัด ในสมัยก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นมี 46 จังหวัดและมีผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐบาลในส่วนกลางได้ใช้อำนาจของส่วนกลางผ่านทางกระทรวงกิจการภายในเพื่อแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ในสมัยนั้นจึงถือว่าจังหวัดเป็นการบริหารราชการส่วนภูมิภาค
นอกจากการบริหารระดับจังหวัดหรือรูปแบบจังหวัดและการบริหารระดับเทศบาลหรือรูปแบบเทศบาลที่ล้วนเป็นการบริหารท้องถิ่นรูปแบบปกติ (ordinary governments หรือ ordinary local public entities) ที่สำคัญแล้วญี่ปุ่นยังมีการบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (special governments หรือ special local public entities) อีกด้วย รูปแบบพิเศษนี้จัดตั้งเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะที่เป็นนโยบายส่งเสริมการบริหารท้องถิ่นของตนเอง โดยมีข้อยกเว้นที่แตกต่างไปจากหน่วยการบริหารท้องถิ่นรูปแบบปกติในเรื่องขนาดของพื้นที่ การจัดองค์การและอำนาจหน้าที่ หน่วยงานบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษมีดังนี้
1) กุ หรือเขตพิเศษ (Ku หรือ Wards หรือ Special Wards) มีอยู่เฉพาะในกรุงโตเกียว
2) หน่วยการบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอื่น (special local public entities
Unions จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินงานร่วมกันกับหน่วยการบริหารท้องถิ่นอื่น ม
2,492 แห่ง
2.2) Public Property Districts หรือ Property Wards จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดการและดำเนินกิจการเกี่ยวกับทรัพย์สินสาธารณะและสิ่งอำนวยความสะดวกมี 4,641 แห่ง
2.3) Public Corporations for Local Development หรือ Local Development Corporations จัดตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติงานตามโครงการพิเศษโดยร่วมมือกับเทศบาล มี 16 แห่ง
ทั้งนี้ในแต่ละหน่วยงานบริหารท้องถิ่นจะมีฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาท้องถิ่น และฝ่ายบริหารของตนเอง โดยทั้ง 2 ฝ่ายล้วนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
3. จากข้อเท็จจริงข้างต้นทำให้เข้าใจได้ว่า ญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญที่สำคัญ 2 ฉบับ อันได้แก่ รัฐธรรมนูญสมัยเมจิ ปี ค.ศ. 1889 และรัฐธรรมนูญสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ. 1947 ในรัฐธรรมนูญฉบับแรกนั้น ไม่มีบทบัญญัติใดที่กล่าวถึงการบริหารท้องถิ่น แต่รัฐธรรมนูญที่สองได้มีบทบัญญัติที่กล่าวถึงการบริหารท้องถิ่นไว้โดยเฉพาะในหมวดที่ 8 (Chapter VIII) มาตรา (Articles) 92-93 กล่าวคือ
3.1 หน่วยงานและการดำเนินงานของหน่วยการบริหารท้องถิ่นเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งต้องสอดคลองกับหลักการความเป็นอิสระของท้องถิ่น (principle of local autonomy)
3.2 หน่วยการบริหารท้องถิ่นประกอบด้วย สภาท้องถิ่น และคณะผู้บริหารโดยสมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน (direct popular vote of people) และหน่วยการบริหารท้องถิ่นมีสิทธิในการจัดการทรัพย์สินตลอดจนมีสิทธิในการออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้ในท้องถิ่นของตนเอง
4. แนวคิดเกี่ยวกับการกระจายอำนาจการบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่น คือ ความเป็นอิสระของท้องถิ่น (local autonomy) ส่วนการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่น หมายถึง การบริหารอื่นที่นอกเหนือจากส่วนกลางและไม่ใช่ส่วนภูมิภาค แนวคิดเหล่านี้ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี ค.ศ. 1946 อย่างชัดเจน
5. ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญทำให้ระบบการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นของญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ ปัจจัยจากภายนอก โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐอเมริกาภายใต้การดูแลของนายพลแม็คอาเธอร์ (General MacArthur) ได้ยึดครองญี่ปุ่นและมีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงรัฐธรรมนูญ (revise the constitution) ของญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศพ่ายแพ้สงครามแก่ประเทศสัมพันธมิตร อย่างไรก็ตามปัจจัยภายในประเทศของญี่ปุ่นเองก็ได้มีส่วนสนับสนุนให้มีการกระจายอำนาจแก่ท้องถิ่นด้วย
6. ในบางครั้งบางกรณีก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่นซึ่งแบ่งเป็นจังหวัดและเทศบาลมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง กล่าวคือ แม้ว่ารัฐบาลในส่วนกลางได้ยกเลิกกระทรวงกิจการภายในเมื่อ ปี ค.ศ. 1949 และได้จัดตั้ง the Local Autonomy Agency ขึ้นมาแทนก็ตาม แต่หน่วยงานดังกล่าวนี้ก็ยังคงมีบทบาทและอำนาจหน้าที่ในการควบคุมกำกับดูแลผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต่าง ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตัวอย่างการควบคุมดูแลทางตรงเช่น เชิญเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไปประชุมกรุงโตเกียว กำหนดและยกร่างกฎหมายพื้นฐานสำหรับสภาจังหวัดและสภาเทศบาล ตลอดจนให้คำแนะนำแก่หน่วยการบริหารท้องถิ่น ส่วนการควบคุมดูแลทางอ้อม เช่น มีอิทธิพลเหนือองค์กรหรือหน่วยงานกึ่งราชการบางหน่วยที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับการบริหารท้องถิ่น เป็นต้นว่า สมาคมผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งชาติ (the National Association of Governors) นอกจากนี้แล้วต่อมาได้ยกฐานะ the Local Autonomy Agency เป็น Ministry of Autonomy Affairs ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกระทรวงที่สังกัดราชการบริหารส่วนกลาง
7. การบริหารท้องถิ่นในระดับจังหวัดมีทั้งสิ้น 47 จังหวัด (prefectures) ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกัน ดังนี้
7.1 เรียกว่า To จำนวน 1 จังหวัด คือ โตเกียว หรือ จังหวัดโตเกียว (Tokyo-to หรือ Metropolitan Tokyo Prefectural Government
7.2 เรียกว่า Do จำนวน 1 จังหวัด คือ ฮอกไกโด (Hokkaido Prefectural Government)
7.3 เรียกว่า Fu จำนวน 2 จังหวัด คือ เกียวโต (Kyoto Prefectural Government) และ โอซากา (Osaka Prefectural Government) และ
7.4 เรียกว่า Ken จำนวน 43 จังหวัด
การเรียกชื่อแตกต่างกันสืบเนื่องมาจากความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตามแม้จะมีชื่อเรียกต่างกัน แต่โดยพื้นฐานแล้วต่างก็เป็นจังหวัดเหมือนกัน
จังหวัดที่ใหญ่ที่สุด คือ จังหวัดโตเกียว ในค.ศ. 2000 มีประชากร 12.06 ล้านคน เป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดและหนาแน่นที่สุดของญี่ปุ่น ส่วนจังหวัดที่เล็กที่สุด คือ จังหวัด ทอทอรี่ (Tottori Prefecture) มีประชากรเพียง 611,000 คน
ในแต่ละจังหวัดแบ่งเป็นฝ่ายบริหาร (executive) กับฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาจังหวัด (prefectural assembly) หัวหน้าฝ่ายบริหารของจังหวัด คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด (prefectural governor) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในท้องถิ่น อันเป็นลักษณะของการเลือกตั้งผู้นำฝ่ายบริหารโดยตรง (diriect election) ผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ในวาระ 4 ปี มีจำนวนทั้งสิ้น 47 คน ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติคือ สภาเทศบาลจังหวัดประกอบด้วยสมาชิกสภาเทศบาลจังหวัด (prefectural assemblymen) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน อยู่ในวาระ 4 ปี ในจังหวัดหนึ่ง ๆ มีสมาชิกสภาเทศบาลจังหวัดจำนวน 40-120 คน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัด ในปี ค.ศ. 1999 ในจำนวน 47 จังหวัด มีจำนวนสมาชิกสภาจังหวัดรวมทั้งสิ้น 2,941 คน อำนาจหน้าที่ของแต่ละจังหวัดครอบคลุม อำนาจหน้าที่ในการบริหารงานกว้าง (wide ranging administrative duties) อำนาจหน้าที่ในการประสานงาน (coordinating administrative duties) และอำนาจหน้าที่ที่เทศบาลทั่วไปไม่อาจดำเนินการได้
8. สำหรับการบริหารท้องถิ่นในระดับเทศบาลทั่วประเทศ ณ วันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 2000 มีจำนวนทั้งสิ้น 3,229 แห่ง แบ่งย่อยออกเป็น 3 ระดับ แต่ละระดับมีกฎหมายพื้นฐานที่ไม่แตกต่างกัน เทศบาลแต่ละระดับมีดังนี้
8.1 ชิ หรือ เทศบาลระดับ city มี 671 แห่ง ในจำนวนนี้มีเทศบาลระดับ city (เทศบาลนคร) ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่มหานคร (metropolitan cities) ของหลายจังหวัดทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 10 แห่ง เทศบาลนครดังกล่าวนี้มีกฎหมายพิเศษรองรับ
8.2 โชว หรือ เทศบาลระดับ town มีจำนวน 1,990 แห่ง
8.3 ซอน หรือ เทศบาลระดับ village มีจำนวน 568 แห่ง
ส่วนจำนวนประชากรของเทศบาลในแต่ละระดับ มีดังนี้
ชิ หรือ เทศบาลระดับ city มีจำนวนประชากรมากกว่า 50,000 คน
- เฉพาะเทศบาลระดับ city ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่มหานคร (metropolitan cities) หรือในเมืองใหญ่ของหลายจังหวัดทั่วประเทศและมีประชากรมากกว่า 500,000 คน กฎหมายของรัฐบาลกลาง (Government ordinance) จะกำหนดให้เรียกว่า Designated Cities มีจำนวน 12 แห่ง ได้แก่ Osaka, Nagoya, Kyoto, Yokohama, Kobe, Kitakyushu, Sapporo, Kawasaki, Fukuoka, Hiroshima, Sendai, และ Chiba เทศบาลระดับ city เหล่านี้มีอำนาจหน้าที่มากกว่าเทศบาลระดับ city ทั่วไป ทั้งนี้เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ของเมืองใหญ่ได้
- เฉพาะเทศบาลระดับ city ที่มีประชากรมากกว่า 300,000 – 500,000 คน และมีพื้นที่ 100 ตารางกิโลเมตรหรือมากกว่า กฎหมายของรัฐบาลกลางจะกำหนดให้ เรียกว่า Core Cities โดยมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับ Designated Cities ยกเว้นบางเรื่องที่หน่วยการบริหารท้องถิ่นระดับบนหรือจังหวัดจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า Core Cities มีจำนวน 27 เมือง ได้แก่ Asahlkawa, Akita, Kooriyama, Iwaki, Utsunomiya, Niigata, Toyama, Kanazawa, Nagano, Gifu, Shizuoka, Hamamatsu, Toyohashi, Toyota, Sakai, Himeji, Wakayama, Okayama, Fukuyama, Takamatsu, Matsuyama, Kochi, Nagasaki, Miyazaki, Kumamoto, Oita, และ Kagoshima
- เฉพาะเทศบาลระดับ city ที่มีประชากร 200,000 คน หรือมากกว่า กฎหมายของรัฐบาลกลางจะกำหนดให้เรียกว่า Special Cities มีอำนาจหน้าที่เพียงส่วนหนึ่งของเมืองหลัก Special Cities มีจำนวน 10 แห่ง ได้แก่ Hakodate, Morioka, Odawara, Yamato, Fukui, Kofu, Matsumoto, Numazu, Yokkaichi, และ Kure
โชว หรือ เทศบาลระดับ town มีจำนวนประชากรตั้งแต่ 1,000 – 50,000 คน การจัดตั้งเทศบาลระดับนี้เป็นไปตามกฎหมายของจังหวัด (prefectural ordinances)
ซอน หรือ เทศบาลระดับ village มีจำนวนประชากรน้อยกว่า 1,000 คน
เทศบาลแต่ละระดับแบ่งการบริหารเป็นฝ่ายบริหาร ซึ่งหัวหน้าฝ่ายบริหารเรียกว่า “นายกเทศมนตรี” (mayor) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในเทศบาล กับฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาเทศบาล (municipal assembly) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาเทศบาล (municipal assemblymen) ประมาณ 30 – 100 คนขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในเทศบาลนั้น ๆ
9. เป็นที่น่าสังเกตว่า จำนวนเทศบาลมีแนวโน้มลดน้อยลง เห็นได้จาก
- ในปี ค.ศ. 1953 มีจำนวน 9,871 แห่ง แบ่งเป็น
เทศบาลระดับ city จำนวน 286 แห่ง
เทศบาลระดับ town จำนวน 1,968 แห่ง และ
เทศบาลระดับ village จำนวน 7,617 แห่ง
- ในปี ค.ศ. 1956 มีจำนวน 3,975 แห่ง แบ่งเป็น
เทศบาลระดับ city จำนวน 498 แห่ง
เทศบาลระดับ town จำนวน 1,903 แห่ง และ
เทศบาลระดับ village จำนวน 1,574 แห่ง
- ในปี ค.ศ. 1970 มีจำนวน 3,511 แห่ง แบ่งเป็น
เทศบาลระดับ city จำนวน 556 แห่ง
เทศบาลระดับ town จำนวน 1,924 แห่ง และ
เทศบาลระดับ village จำนวน 1,031 แห่ง
- ในปี ค.ศ. 1982 มีจำนวน 3,255 แห่ง แบ่งเป็น
เทศบาลระดับ city จำนวน 651 แห่ง
เทศบาลระดับ town จำนวน 1,995 แห่ง และ
เทศบาลระดับ village จำนวน 609 แห่ง
- ปัจจุบันมีจำนวนเทศบาล 3,229 แห่ง ดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่าตัวเลขจำนวนเทศบาลมิได้เปลี่ยนแปลงไปจากปี ค.ศ. 1982 มาก
ในส่วนของจำนวนจังหวัดนั้นไม่เปลี่ยนแปลงมาก เห็นได้จากในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือก่อนปี ค.ศ. 1944 มีจำนวน 46 จังหวัด และในปี ค.ศ. 1982 มีจำนวน 47 จังหวัด และคงจำนวนเดิมมาจนกระทั่งปัจจุบัน
ภาพที่ 3 ความสัมพันธ์ของการบริหารระดับต่างๆ ของญี่ปุ่น
10. เดิมนายกเทศมนตรีมาจากการแต่งตั้งของรัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายใน แต่หลังจากแนวคิดประชาธิปไตยได้แพร่ขยายไปในช่วงทศวรรษ 1920 นายกเทศมนตรีและเทศมนตรี (deputies) จึงมาจากการคัดเลือกของสภาเทศบาลหรือมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม (indirect election) ต่อมานายกเทศมนตรีจึงมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนและอยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี สำหรับสภาเทศบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทุก ๆ 4 ปี โดยมีการประชุมกันตามปกติทุก 1 เดือน การประชุมอาจมีมากกว่าปกติได้เมื่อสมาชิกสภาเทศบาลจำนวน 10-15 คน ร้องขอ
11. พรรคการเมืองของญี่ปุ่นมีบทบาทต่อการบริหารเมืองหลวง และการบริหารท้องถิ่นอย่างยิ่ง และถึงแม้ว่าจะมีสำนักงานของพรรคการเมืองในระดับจังหวัดและในระดับเทศบาลก็ตาม แต่พรรคการเมืองส่วนใหญ่มีลักษณะรวมอำนาจไว้ที่สำนักงานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหลวง
12. กรุงโตเกียวเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองใหญ่หรือชุมชนเมือง (urban area) ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น (โปรดดูภาพที่ 4 ประกอบ) ตั้งอยู่บนเกาะฮอนชู (Honshu) ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในบรรดา 4 เกาะหลักของประเทศ อันได้แก่ เกาะฮอนชู ฮอกไกโด (Hokkaido) กิวชู (Kyushu) และชิโกกุ (Shikoku) กรุงโตเกียวตั้งอยู่ในจังหวัดที่เรียกว่า To หรือเรียกว่าตั้งอยู่ในจังหวัดโตเกียว (Tokyo-To) จังหวัดโตเกียวหรือกรุงโตเกียวมีพื้นที่ 2,187 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 840 ตารางไมล์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2000 มีประชากร 12.06 ล้านคน ก่อนหน้านั้นในปี ค.ศ. 1999 มีประชากร 11,680,490 คน และในปี ค.ศ. 1991 มีประชากร 11,631,901 คน ประชากรในช่วงกลางวันจะมากกว่าช่วงกลางคืน โดยในปี ค.ศ. 1995 ช่วงกลางวันมีจำนวน 14.6 ล้านคน ขณะที่ช่วงกลางคืนมีจำนวน 11.7 ล้านคน
ภาพที่ 4 ประเทศญี่ปุ่น กรุงโตเกียว และเมืองใหญ่ของญี่ปุ่น
พื้นที่อันเป็นที่ตั้งของกรุงโตเกียวได้ถูกครอบครองมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (prehistoric times) แต่ปรากฏอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 12 เมื่อเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านที่เรียกว่า เอโดะ (Edo) ซึ่งแปลว่า ประตูทางเข้า (Gate of the inlet) แม้ในปี ค.ศ. 1457 ได้มีการก่อสร้างปราสาทป้องกันข้าศึกที่เอโดะ โดยผู้บริหารชื่อ โอตะโดคาน (Ota Dokan) แต่เอโดะก็ยังคงมีความสำคัญน้อยมาก จนกระทั่งปี ค.ศ. 1590 เมื่อเอโดะถูกยึดครองโดย โตกูก่วา ลียาสุ (Tokugawa leyasu) ซึ่งเป็นโชกุน (shogun) หรือผู้บริหารที่เป็นทหารคนแรกของราชวงศ์โตกูกาวา (the Tokugawa dynasty : ค.ศ. 1603 – ค.ศ. 1867) ต่อมาในปี ค.ศ. 1603 โตกูกาวาได้สถาปนาเอโดะเป็นเมืองหลวงของเมืองหลวง และได้ขยายปราสาทป้องกันข้าศึกให้ใหญ่โตมากที่สุด จนกระทุ่งสมัยเมจิ ในปี ค.ศ. 1868 ได้เปลี่ยนชื่อจาก เอโดะ เป็น โตเกียว (Tokyo ซึ่งหมายถึง เมืองหลวงทางตะวันออก) และจักรพรรดิได้ย้ายมาอยู่ที่กรุงโตเกียว
กรุงโตเกียวได้เผชิญกับความเสียหายหลายครั้ง โดยเฉพาะในปี ค.ศ. 1923 ได้เกิดแผ่นดินไหวและไฟไหม้ มีรายงานว่าประชาชนเสียชีวิตหรือสูญหาย 70,000 คน และบ้านเรือน 300,000 หลังถูกทำลาย และพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงโตเกียวถูกทำลาย ต่อมาในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปี ค.ศ. 1939 – ค.ศ. 1945 กรุงโตเกียวได้ถูกโจมตีอย่างหนัก โดยเฉพาะการโจมตี เมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1942 ซึ่งเป็นเวลา 5 เดือน หลังจากกองทัพญี่ปุ่นโจมตีท่าเรือเพิร์น (Pearl Harbor) การโจมตีทางอากาศของกองทัพสหรัฐอเมริกาภายใต้การควบคุมของ พันโทเจมส์ เอช. ดูลิตเติ้ล (Lieutenant Colonel James H. Doolittle) รวมกับการโจมตีในระหว่างเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1944 ถึง สิงหาคม ค.ศ. 1945 ได้ทำลายกรุงโตเกียวอย่างมาก กรุงโตเกียวถูกกองทัพสหรัฐอเมริกาครอบครองตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 1945 ถึงเดือนเมษายน ค.ศ. 1952 การบูรณะกรุงโตเกียวได้เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 และในที่สุดได้กลายเป็นเมืองหลวงที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
13. ระบบการบริหารเมืองหลวงของญี่ปุ่นดังกล่าวมาแล้วเป็นระบบพิเศษ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1943 และระบบนี้ยังคงใช้สืบทอดมาจนกระทุ่งปัจจุบัน โดยกรุงโตเกียวเป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่นของตนเองขนาดใหญ่ (Tokyo is a vast self – governing unit) ที่แบ่งเป็น 2 ส่วน หรือ 2 ระดับ ได้แก่
ส่วนที่หนึ่ง การบริหารจังหวัดโตเกียวหรือกรุงโตเกียว หรืออาจเรียกว่า การบริหารของเทศบาลกรุงโตเกียว เป็นการบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษในระดับจังหวัดหรือระดับบน โดยเป็นหน่วยการบริหารพิเศษเพียงแห่งเดียว (a special administrative unit) ของญี่ปุ่น หรือเรียกว่า Tokyo Metropolitan Government (TGM)
ส่วนที่สอง การบริหารของเทศบาล เป็นการบริหารในระดับเทศบาลหรือระดับล่าง การบริหารในระดับนี้แบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน คือ เขตพื้นที่ชั้นใน และเขตพื้นที่ชั้นนอก
1) เขตพื้นที่ชั้นใน (the central part of Metropolitan Tokyo Prefecture) ซึ่งในที่นี้เรียกว่าเทศบาลนคร (City) ประกอบด้วย เทศบาลนคร 23 แห่ง หรือเรียกว่า 23 กุ (Ku หรือ เขตพิเศษ หรือ special wards หรือ wards) กรุงโตเกียวเริ่มมีระบบ 23 กุ เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1949 โดยแบ่งเป็น เทศบาลนครโตเกียว (City of Tokyo) 1 แห่ง และเทศบาลนครต่างๆ อีก 22 แห่ง เขตพื้นที่ชั้นในนี้มีพื้นที่ 621 ตารางกิโลเมตร หรือ 240 ตารางไมล์ ซึ่งเท่ากับพื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมดของกรุงโตเกียว และในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2000 มีประชากร 8.13 ล้านคน ก่อนหน้านั้นในปี ค.ศ. 1997 เขตพื้นที่ชั้นในมีประชากร 7,830,323 คน ก่อนหน้านั้นในปี ค.ศ. 1991 มีประชากร 8,006,386 คน
เขตพื้นที่ชั้นในนี้เป็นเขตใจกลางเมืองหลวง หรือกรุงโตเกียวซึ่งประกอบด้วยเทศบาลนคร 23 แห่งนั้น ในปี ค.ศ. 1999 ในแต่ละเทศบาลนครประกอบด้วย (1) ฝ่ายบริหารที่หัวหน้าฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง รวมหัวหน้าฝ่ายบริหารจำนวน 23 คน และ (2) ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สภาเทศบาลรวม 23 แห่ง มีสมาชิกสภาเทศบาลรวมทั้งสิ้น 1,014 คน แต่ละคนอยู่ในวาระ 4 ปี การบริหารของเขตพื้นที่ชั้นในนั้นเป็นการบริหารส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่ผู้ว่าราชการจังหวัดโตเกียว หรือผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวเข้ามามีส่วนสำคัญในการบริหารด้วย โดยผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวจะมอบหมายงานบางส่วนให้แก่เทศบาลนครจำนวน 23 แห่ง ดำเนินการหรือในบางกรณีเข้ามาทำหน้าที่บริหารงานในฐานะนายกเทศมนตรีของเทศบาลนครได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ การบริหารงานของเทศบาลทั้ง 23 แห่ง ในเขตพื้นที่ชั้นในจึงไม่มีอำนาจอิสระเหมือนกับการบริหารของเทศบาลในเขตพื้นที่อื่นๆ แต่หลังจากกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปหน่วยการบริหารท้องถิ่น (the Law for the Partial Reform of the Local Government) ประกาศใช้เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1998 ได้ทำให้เทศบาลนครเหล่านี้มีความเป็นอิสระจากการบริหารงานของจังหวัด โดยเฉพาะในด้านงบประมาณเพิ่มมากขึ้น กฎหมายนี้ยังทำให้เกิดระบบการบริหารท้องถิ่นและการบริหารเมืองหลวงใหม่ขึ้นในเทศบาลนครทั้ง 23 แห่ง โดยเริ่มปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 2000 ก่อนหน้านั้นหลังจากการปฏิรูปในปี ค.ศ. 1974 เป็นต้นมา ประชาชนมีโอกาสเลือกตั้งนายกเทศมนตรีของเทศบาลนครทั้ง 23 แห่งโดยตรง โปรดดูจำนวนประชากรและพื้นที่ของเทศบาลนครทั้ง 23 แห่ง ในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 จำนวนเทศบาลนคร 23 แห่ง (กุ หรือ เขตพิเศษ หรือ wards หรือ special wards) ในเขตพื้นที่ชั้นในของกรุงโตเกียว จำแนกจามจำนวนประชากรและพื้นที่
เขตพิเศษ (กุ) ประชากร พื้นที่ (ตารางกิโมเมตร)
1. Chilyoda-ku 39,473 11.64
2. Chtuou-ku 80,486 10.15
3. Minato-ku 159,897 20.34
4. Shinayuku-ku 263,624 18.23
5. Bunkyou-ku 170,454 11.31
6. Taitou-ku 153,420 10.08
7. Sumida-ku 217,846 13.75
8. Koutou-ku 376,247 39.44
9. Shinagawa-ku 318,694 22.72
10. Meguro-ku 241,947 14.70
11. Ohota-ku 641,336 59.46
12. Setagaya-ku 783,152 58.08
13. Shibuya-ku 190,562 15.11
14. Nakano-ku 294,625 15.59
15. Suginami-ku 505,334 34.02
16. Toshima-ku 235,378 13.01
17. Kita-ku 316,496 20.59
18. Arakawa-ku 172,504 10.20
19. ltabashi-ku 499,349 32.17
20. Nerima-ku 652,264 48.16
21. Adachi-ku 618,948 53.20
22. Katsushika-ku 420,104 34.84
23. Edogawa-ku 617,146 49.86
2) เขตพื้นที่ชั้นนอก อยู่ทางตะวันออกของกรุงโตเกียว มีพื้นที่รวมกันประมาณ 1,565 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเทศบาลระดับต่างๆ จำนวน 39 แห่ง แบ่งเป็นเทศบาลระดับ city หรือ ชิ จำนวน 26 แห่ง เทศบาลระดับ town หรือ โชว จำนวน 5 แห่ง และเทศบาลระดับ village หรือ ซอน จำนวน 8 แห่ง เขตพื้นที่ชั้นนอกดังกล่าวนี้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
(1) พื้นที่ ที่เรียกว่า the Tama Area มีพื้นที่ประมาณ 1,160 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 3.9 ล้านคน ประกอบด้วยเทศบาล 30 แห่ง ได้แก่ เทศบาลระดับ city 26 แห่ง ระดับ town 3 แห่ง และระดับ village 1 แห่ง และ
(2) พื้นที่เป็นเกาะต่างๆ (the Islands) ในอ่าวโตเกียว คือ หมู่เกาะอิซุ และหมู่เกาะโอกาซาวาร่า (Izu and Ogasawara Islands) มีพื้นที่ประมาณ 405 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 30,000 คน ประกอบด้วยเทศบาล 9 แห่ง ได้แก่ เทศบาลระดับ town 2 แห่ง และระดับ village 7 แห่ง
การบริหารในเขตพื้นที่ชั้นนอกที่เป็นรูปแบบเทศบาลดังกล่าวนี้มีหลายระดับเหมือนกับเทศบาลในจังหวัดอื่นๆ โดยเทศบาลแต่ละระดับประกอบด้วยฝ่ายบริหาร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงกับฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาเทศบาล แต่ทั้งนี้การบริหารงานบางส่วนของเทศบาลระดับต่างๆ ในเขตพื้นที่ชั้นนอกนั้น ก็ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของกรุงโตเกียวในฐานะจังหวัด โปรดดูภาพที่ 5 และตารางที่ 2 ประกอบ
ภาพที่ 5 การบริหารเมืองหลวงของญี่ปุ่น
ตารางที่ 2 จำนวนเทศบาล ประชากร และพื้นที่ของกรุงโตเกียว จำแนกตามเขตพื้นที่ชั้นในและเขตพื้นที่ชั้นนอก
กรุงโตเกียว เทศบาล ประชากร พื้นที่
เขตพื้นที่ชั้นใน เทศบาลนคร
23 แห่ง (กุ) 8.13
ล้านคน 621 ตารางกิโลเมตร
เขตพื้นที่ชั้นนอก เทศบาลระดับต่างๆ 39 แห่ง ได้แก่
ระดับ city 26 แห่ง
ระดับ town 5 แห่ง
ระดับ village 8 แห่ง The Tama Area (ระดับ City 26 แห่ง town 3 แห่ง และ village 1 แห่ง 3.9
ล้านคน 1,160 ตารางกิโลเมตร
The Izu and Ogasawara Islands (ระดับ town 2 แห่ง และ village 7 แห่ง) 30,000 คน 405 ตารางกิโลเมตร
14. ผู้ว่าราชการจังหวัดโตเกียว หรือผู้ว่าราชการกรุงโตเกียว (prefectural governor) หรือในบางครั้งอาจเรียกว่า ผู้ว่าราชการเทศบาลกรุงโตเกียว เป็นผู้บริหารสูงสุดของหน่วยการบริหารเมืองหลวงในระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในจังหวัด อยู่ในวาระ 4 ปี นายซีลิชิโร ยาซุย (Selichiro Yasui) ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวเป็นคนแรกหลังรัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่นและกฎหมายว่าด้วยการบริหารท้องถิ่น ที่เรียกว่า the Local Autonomy Law of 1947 มีผลใช้บังคับในปี ค.ศ. 1947 อำนาจของผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวถูกถ่วงดุลโดยสภาเทศบาลกรุงโตเกียว (perfectural assembly หรือ Tokyo Metropolitan Assembly) และยังถูกแบ่งอำนาจไปใช้โดยคณะกรรมการบริหาร (executive หรือ administrative commissions) ชุดต่างๆ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของฝ่ายบริหาร
15. สภาเทศบาลกรุงโตเกียว ประกอบด้วยสมาชิกสภาเทศบาลกรุงโตเกียวจำนวน 127 คน แต่เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 2000 มีจำนวน 121 คน ทุกคนล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง และอยู่ในวาระ 4 ปี สมาชิกสภาเทศบาลกรุงโตเกียวเลือกประธานสภา (the President of the Assembly) 1 คน จากสมาชิกด้วยกันเอง
สภาเทศบาลกรุงโตเกียวนอกจากมีอำนาจด้านนิติบัญญัติ พิจารณางบประมาณ และเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ยังมีอำนาจถ่วงดุลผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวในหลายๆ เรื่อง เช่น ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งบุคคลที่ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวแต่งตั้ง เป็นต้นว่า รองผู้ว่าราชการกรุงโตเกียว และผู้ตรวจสอบบัญชีใหญ่ พร้อมกับมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมาธิการหรือคณะกรรมการต่างๆ (committees) ซึ่งแบ่งเป็นคณะกรรมการสามัญและคณะกรรมการวิสามัญ หรือคณะกรรมการพิเศษ (standing committees and special committees) เพื่อพิจารณาศึกษาเรื่องที่เป็นกิจกรรมของสภาหรือเรื่องที่สภากำหนดขึ้น โปรดดูภาพที่ 6 ประกอบ
ภาพที่ 6 หน่วยงานบริหารเมืองหลวงของญี่ปุ่น
16. อำนาจหน้าที่สำคัญของหน่วยงานบริหารเมืองหลวงระดับบนหรือระดับจังหวัด คือเทศบาลกรุงโตเกียว เป็นไปทำนองเดียวกับอำนาจหน้าที่ของหน่วยการบริหารท้องถิ่นระดับจังหวัดต่างๆ (prefectural governments) อำนาจหน้าที่ที่จะกล่าวต่อไปนี้มีมาตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1947 และสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน เช่น
1) กิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาภาค
2) การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับภาคอุตสาหกรรม
3) ก่อสร้างและบำรุงรักษาถนน แม่น้ำ และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ
4) การบริหารการศึกษาภาคบังคับ
5) การบริหารกิจการตำรวจ
6) ออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจให้แก่ประชาชนและภาคเอกชน
7) ให้การสนับสนุน ร่วมมือ และประสานงานในการทำกิจกรรมต่างๆ กับหน่วยงานของรัฐบาลในส่วนกลาง และหน่วยการบริหารท้องถิ่นระดับเทศบาล เช่น การก่อสร้างและบำรุงรักษาสถานศึกษาในระดับ upper – secondary education ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมในท้องถิ่น
17. ส่วนอำนาจหน้าที่ที่สำคัญของหน่วยการบริหารเมืองหลวงระดับล่างหรือระดับเทศบาล คือ เทศบาลนครในเขตพื้นที่ชั้นใน และเทศบาลระดับต่างๆ ในเขตพื้นที่ชั้นนอก ก็เป็นไปทำนองเดียวกับอำนาจหน้าที่ของหน่วยการบริหารท้องถิ่นระดับเทศบาลทั้งหลาย คือ การจัดการศึกษาระดับ primary and lower- secondary education ตลอดจนการบริหารกิจการตำรวจและดับเพลิง ต่อมาในปี ค.ศ. 1952 ได้มีการปรับปรุงการบริหารท้องถิ่น เช่น อำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาในระดับดังกล่าว และการบริหารกิจการตำรวจได้โอนไปให้กับหน่วยการบริหารท้องถิ่นระดับจังหวัด นอกจากนี้อำนาจหน้าที่หลักของเทศบาล คือ การบริหารงานที่เกี่ยวข้องกับความต้องการพื้นฐานของประชาชน (citizens basic needs) ตัวอย่างเช่น
1) ทำทะเบียนครอบครัว
2) ทำทะเบียนผู้อยู่อาศัย
3) ก่อสร้างและบำรุงรักษาสวนสาธารณะ แหล่งน้ำ และระบบระบายน้ำ กำจัดขยะ และระบบกำจัดขยะ และระบบบำบัดน้ำเสีย
4) กำหนดสถานที่และบำรุงรักษาสถานศึกษาภาคบังคับ และหน่วยงานดับเพลิง
18. อำนาจหน้าที่ที่สำคัญของหน่วยงานบริหารเมืองหลวงในระดับจังหวัด คือ เทศบาลกรุงโตเกียวนั้น นอกจากมีอำนาจหน้าที่ดำเนินงานต่างๆ ในฐานะจังหวัดซึ่งเป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่นดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว เทศบาลกรุงโตเกียวยังมีความรับผิดชอบงานบางส่วนในลักษณะเดียวกับงานของเทศบาลนครอื่นๆ เช่น การเก็บขยะ การประปา การสร้างทางระบายน้ำ ตลอดจนการดับเพลิงในเขตเมืองหลวงที่มีประชาชนอยู่หนาแน่น
19. หากพิจารณาโดยภาพรวมอาจกล่าวได้ว่าการบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่นของญี่ปุ่นประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้เพราะญี่ปุ่นมีข้อดีอย่างน้อย 4 ประการคือ
ประการแรก ญี่ปุ่นส่งเสริมภาคเอกชนให้เข้มแข็ง
ประการที่สอง ญี่ปุ่นพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ และ
ประการที่สาม รัฐบาลในส่วนกลางไม่เข้าไปก้าวก่ายการบริหารงานของภาคประชาชนหรือประชาชนในท้องถิ่น
ประการที่สี่ ญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญและระบบกฎหมายที่เข้มแข็งที่นำไปใช้ได้ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น ค.ศ. 1946 ซึ่งประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1947 และกฎหมายเลือกตั้งองค์กรสาธารณะ (Public Offices Election Law) ปี ค.ศ. 1950 อันมีส่วนสำคัญทำให้บทบัญญัติหรือหลักการต่างๆ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญสามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างจริงจัง หมายความว่า รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นได้บัญญัติรับรองหลักการเกี่ยวกับระบบประชาธิปไตยแบบผู้แทนพร้อมทั้งรับประกันหลักการเกี่ยวกับสิทธิเลือกตั้งสากล (รัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น มาตรา 15) หลักความเท่าเทียมกันของคะแนนเสียง (มาตรา 14) และหลักความลับของการออกเสียงเลือกตั้ง (มาตรา 15) หลักการเหล่านี้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญในบทที่ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองซึ่งใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาแห่งชาติ รวมทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารของหน่วยงานบริหารท้องถิ่น นอกจากนี้แต่เดิมกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสภาสูง หรือบทบัญญัติเกี่ยวกับการเลือกตั้งองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายองค์กรส่วนท้องถิ่น จนกระทั่งปี ค.ศ. 1950 ได้มีการออกกฎหมายเลือกตั้งองค์กรสาธารณะดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายที่รวมกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งหลายฉบับเข้าด้วยกัน ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้ในการเลือกตั้งเพื่อให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง
ในเวลาเดียวกัน ญี่ปุ่นก็ต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคของการบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่นด้วยเช่นกัน ที่สำคัญคือ
ประการแรก แนวคิดของการรักชุมชนหรือรักท้องถิ่นได้รับการพัฒนาไม่มากเท่าที่ควร ส่งผลให้ความภาคภูมิใจของประชาชนในท้องถิ่นของตนอยู่ในระดับต่ำ
ประการที่สอง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่วัฒนธรรมและพฤติกรรมที่ไม่ยอมรับการแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นโดยใช้ความคิดริเริ่มของตนอง แต่นิยมชมชอบและยอมรับคำสั่งจากรัฐบาลในส่วนกลางมากกว่า
ประการที่สาม มีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น เช่น ปัญหาความมั่นคงปลอดภัยของสังคม ปัญหาการว่างงาน และปัญหาการวางแผนเศรษฐกิจ ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลในส่วนกลางจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทำให้ท้องถิ่นขาดความเป็นอิสระ
ปะการที่สี่ การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น ขาดแหล่งทุนสนับสนุนด้านการเงิน ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนและเงินช่วยเหลือต่างๆ จากรัฐบาลในส่วนกลาง ฉะนั้นการถูกควบคุมดูแลโดยรัฐบาลในส่วนกลางทั้งทางตรงและทางอ้อมจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ประการที่ 5 ในหลักการแล้ว การบริหารงานบุคคลของหน่วยงานบริหารเมืองหลวงจะต้องใช้ระบบคุณธรรม (merit system) แต่ในสภาพความเป็นจริง อิทธิพลของระบบอาวุโสที่สืบทอดกันมาช้านาน (traditional seniority system) ก็ยังคงมีอยู่อย่างเหนียวแน่น
บทสรุป
จากการพิจารณาศึกษาสภาพข้อเท็จจริงของการบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ที่เน้นในเรื่องรูปแบบ โครงสร้าง และอำนาจหน้าที่ ทำให้สรุปได้ว่า
1. การบริหารเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น เกิดขึ้นโดยกฎหมายพิเศษ อีกทั้งการบริหารเมืองหลวงกับการบริหารท้องถิ่นมีความสัมพันธ์กัน
2. สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ล้วนประกอบด้วยหน่วยงานบริหารเมืองหลวง 2 ระดับ คือ ระดับบนหรือระดับจังหวัด และระดับล่างหรือระดับเทศบาล โปรดดูตารางที่ 3 ประกอบ
ตารางที่ 3 เปรียบเทียบหน่วยงานบริหารเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น จำแนกตามระดับบนและระดับล่าง
สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น
ระดับบน หรือระดับจังหวัด กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (Washington D.C.) เทศบาลกรุงลอนดอน (the Greater London Authority) จังหวัดปารีส (Paris Departement) (เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคทำนองเดียวกับไทย เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด (Prefet) มาจากการเลือกตั้งและเป็นตัวแทนของรัฐนมตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) เทศบาลกรุงโตเกียว (Tokyo หรือ Tokyo Metropolitan Government) หรือ จังหวัดโตเกียว (Tokyo Prefecture) (แม้เรียกว่าจังหวัด แต่ก็เป็นราชการส่วนท้องถิ่น เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด (Prefectural Governor) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในจังหวัด)
ระดับล่าง หรือระดับเทศบาล เทศบาลนครวอชิงตัน (City of Washington) เพียงแห่งเดียว เทศบาลนครลอนดอน (City of London) และเทศบาลนครต่างๆ (London Boroughs) เทศบาลนครปารีส (City of Paris) และเทศบาลนครต่างๆ (Communes) เทศบาลนครโตเกียว (City of Tokyo) และ เทศบาลนครต่างๆ (กุ) ที่อยู่ในเขตพื้นที่ชั้นใน รวมทั้งเทศบาลระดับต่างๆ (ชิ, โชว, ชอน) ในเขตพื้นที่ชั้นนอก
3. ในเรื่องรูปแบบ หน่วยงานบริหารเมืองหลวงระดับเทศบาลหรือระดับล่างของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส อันได้แก่ เทศบาลนครวอชิงตัน เทศบาลนครลอนดอน และเทศบาลนครตางๆ (London Boroughs) ตลอดจนเทศบาลนครปารีส และเทศบาลนครต่างๆ (Communes) ตามลำดับ เป็นรูปแบบเทศบาล (municipalities) แบบนายกเทศมนตรี สภาเทศบาล ซึ่งหัวหน้าฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม (indirect election) ส่วนญี่ปุ่นคือ เทศบาลนครโตเกียว และเทศบาลนครต่างๆ (กุ) ที่อยู่ในเขตพื้นที่ชั้นใน รวมทั้งเทศบาลระดับต่างๆ (ชิ, โชว, ชอน) ในเขตพื้นที่ชั้นนอก เป็นรูปแบบเทศบาลแบบหัวหน้าฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้งโดยตรง-สภาเทศบาล
4. ในส่วนของโครงสร้าง เทศบาลนครของทุกประเทศล้วนมีโครงสร้างที่แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาเทศบาล พร้อมกันนั้น โครงสร้างการบริหารเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ยังแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ โครงสร้างการบริหารเมืองหลวงที่หน่วยงานบริหารเมืองหลวงทั้ง 2 ระดับ เป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่น และโครงสร้างการบริหารเมืองหลวงที่หน่วยงานบริหารเมืองหลวงระดับล่างเท่านั้นเป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่น
5. อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานบริหารเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่นนั้น ส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานบริหารในพื้นที่มหานคร (Metropolitan areas) อนึ่ง อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานบริหารเมืองหลวง รวมทั้งหน่วยการบริหารท้องถิ่นที่กฎหมายกำหนดไว้นั้นเป็นแต่เพียงขอบเขตหรือแนวทางให้กับหน่วยงานดังกล่าวเท่านั้น มิได้หมายความว่า หน่วยงานดังกล่าวนั้นจะต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ทุกประการ อาจไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่บางประการก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการและประสบการณ์ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่นด้วย ในที่นี้สรุปอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานบริหารเมืองหลวงเป็น 2 ระดับคือ อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานบริหารเมืองหลวงระดับบนและระดับล่าง โดยอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานบริหารเมืองหลวงระดับบน ส่วนใหญ่เป็นการวางแผนและให้บริการหลัก ขณะที่อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานบริหารเมืองหลวงระดับล่างส่วนใหญ่เป็นการให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป และปฏิบัติงานประจำในท้องถิ่น
บรรณานุกรม
กรุงเทพมหานคร. จากเทศบาลสู่กรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานาคร : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, 2542.
กิตติ ประทุมแก้ว. การปกครองท้องถิ่นในประเทศไทย. พระนคร : โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์, 2512.
กฤช เพิ่มทันจิตต์ และ คณะ. การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การเสริมสร้างศักยภาพและประสิทธิภาพในการอำนวยบริการของเทศบาล. กรุงเทพมหานคร : ศูนย์ศึกษาชุมชนเมือง คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์, 2531
กฤช เพิ่มทันจิตต์ และ ปกรณ์ ปรียากร. รายงานผลการวิจัย การแสวงหารูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการปกครองเทศบาลไทย : ทางสามแพร่งของประชาชนในท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร : ศูนย์ศึกษาชุมชนเมือง คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์, 2530.
คณะกรรมาธิการปกครอง วุฒิสภา. รายงานของคณะกรรมาธิการการปกครองวุฒิสภา เรื่อง ความเหมาะสมและความพร้อมในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด. กรุงเทพมหานคร : กองกรรมาธิการ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 2536.
จีรศักดิ์ บุญโชคช่วย. ความเป็นไปได้ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด. กรุงเทพมหานคร : สารนิพนธ์ของการศึกษาตามหลักสูตรรัฐศาสตร์มหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2533.
ชลอ ธรรมศิริ. ระเบียบบริหาราชการส่วนจังหวัด. กรุงเทพมหานคร : วิทยานิพนธ์ปริญญาโททางรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2512.
ชูวงศ์ ฉายะบุตร. การปกครองท้องถิ่นไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพมหานคร : บริษัท พิฆเณศพริ้นท์ติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด, 2539.
ชูวงศ์ ฉายะบุตร. ผู้ว่าราชการจังหวัด. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น, 2536.
ชูศักดิ์ เที่ยงตรง. การบริหารการปกครองท้องถิ่นเปรียบเทียบ. กรุงเทพมหานคร : คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2520.
ดำรง ลัทธพิพัฒน์. ทฤษฎีและแนวคิดในการพัฒนาประเทศ. พระนคร : โรงพิมพ์ ชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย, 2508.
ดิน ปรัชญพฤทธิ์. ศัพท์รัฐศาสนศาสตร์. กรุเทพมหานคร : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2535.
บุญรงค์ นิลวงศ์. การปกครองท้องถิ่นเปรียบเทียบ. กรุงเทพมหานคร : เจริญวิทย์การพิมพ์, 2522.
ประยูร กาญจนดุล. กฎหมายปกครอง. พระนคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2491.
ประหยัด หงษ์ทองคำ. การพัฒนาทางการเมืองโดยกระบวนการปกครองท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร : นำอักษรการพิมพ์, 2519.
ประหยัด หงษ์ทองคำ และ พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว. ปัญหาแนวทางปรับปรุงประสิทธิภาพของการบริหารเทศบาลไทย. กรุงเทพมหานคร : เจ้าพระยาการพิมพ์, 2529.
พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว และ พรศักดิ์ จิรไกรศิริ บรรณาธิการ. กระบวนการเปลี่ยนแหลงให้เป็นสมัยใหม่ทางการเมืองของญี่ปุ่น. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์, 2524.
ไพบูลย์ ช่างเรียน. สังคมการเมืองและการปกครองไทย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, 2520.
วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. ผู้ว่าราชการจังหวัดไทย : วิเคราะห์เปรียบเทียบกับผู้ว่าราชการจังหวัดของสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541.
/ 9:13 AM /
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภา วันจันทร์ที่ ๒๙ ธันวาคม
๑. นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก
๒. นโยบายความมั่นคงของรัฐ
๓. นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต
๔. นโยบายเศรษฐกิจ
๕. นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
๖. นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม
๗. นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
๘. นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
คำแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
แถลงต่อรัฐสภาท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้กระผมเป็นนายกรัฐมนตรี
ตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๑๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ นั้น
บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว โดยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและครอบคลุมถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามบทบัญญัติในหมวด๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยคณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายดังกล่าวต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้ทราบถึงแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินที่รัฐบาลจะดำเนินการเพื่อนำสังคมไทยกลับคืนสู่ความสมัครสมานสามัคคีเอื้ออาทรและคนไทยมีความสุขถ้วนหน้า พร้อมทั้งนำประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญเพื่อให้สามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
รัฐบาลนี้เข้าบริหารประเทศในช่วงที่สังคมไทยมีความขัดแย้งและมีความแตกแยก เนื่องจากมีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องการเมืองและการบริหารประเทศ ความขัดแย้งดังกล่าวระหว่างกลุ่มประชาชนได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนส่งผลให้การบริหารบ้านเมืองในช่วงที่ผ่านมาขาดความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศในเรื่องต่าง ๆ ที่มีความสำคัญเร่งด่วน และมีผลกระทบต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นจุดอ่อนของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตที่มีความรุนแรงมากที่สุดในรอบศตวรรษวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้เริ่มต้นจากวิกฤตการณ์สถาบันการเงินในประเทศหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งได้ส่งผลเชื่อมโยงถึงระบบการเงินของประเทศต่าง ๆ ในโลก ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ได้มีผลต่อสถาบันการเงินของประเทศไทยโดยตรงแต่ก็มีผลกระทบให้เกิดการคลื่อนย้ายเงินทุนของต่างชาติออกจากประเทศในช่วงดังกล่าว และส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เข้าสู่จุดต่ำสุดในรอบ ๕ ปีเมื่อเดือนตุลาคม
ความเสียหายต่อระบบการเงินอย่างรุนแรงได้ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศในยุโรป เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และขณะนี้หลายอุตสาหกรรมใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ การบิน และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น กำลังประสบปัญหาทางการเงินถึงขั้นที่อาจจะล้มละลาย และได้มีการปลดคนงานออกแล้วเป็นจำนวนหลายล้านคน เศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ดังจะเห็นได้จาก มูลค่าการส่งออกในเดือนพฤศจิกายนในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ ๑๘.๖ และปริมาณการส่งออกลดลงร้อยละ ๒๒.๖ จำนวนนักท่องเที่ยวในเดือนกันยายนลดลงร้อยละ ๑๖.๕ เทียบกับเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมา ยอดมูลค่าการส่งเสริมการลงทุนในช่วง ๑๑ เดือนลดลงประมาณร้อยละ ๔๐ และภาคการก่อสร้างอยู่ในภาวะหดตัว รวมถึงประมาณการรายได้ของรัฐบาลในรูปภาษีและรายได้อื่น ๆ ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ มีแนวโน้มจะปรับลดลงจากประมาณการเดิมประมาณร้อยละ ๑๐ ในปี ๒๕๕๒ เศรษฐกิจโลกโดยรวมมีแนวโน้มจะขยายตัวได้เพียงเล็กน้อย ดังนั้นประเทศไทยจะเผชิญกับการชะลอตัวของการส่งออก การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ การลดลงของราคาสินค้าเกษตร และการชะลอการลงทุนของภาคเอกชน ดังนั้นแนวโน้มจำนวนคนว่างงานจะเพิ่มขึ้นจาก๕แสนคนในปัจจุบันเป็น๑ล้านคน อันจะส่งผลให้ความยากจน ปัญหาสังคมและอาชญากรรมเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งขยายไปสู่ความขัดแย้งในภาคประชาชนในช่วงที่ผ่านมาซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขและฟื้นฟูความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว จะทำให้เศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวของประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอย
นอกจากปัญหาสำคัญเร่งด่วนดังกล่าวแล้ว รัฐบาลจะให้ความสำคัญแก่ปัญหาพื้นฐานระยะยาวของประเทศไทยซึ่งเป็นสิ่งที่จะละเลยมิได้ ในปัจจุบันคนไทยยังมีการศึกษาโดยเฉลี่ยประมาณ๙ปีน้อยกว่าประเทศในแถบเอเชียซึ่งมีการศึกษาเฉลี่ยประมาณ๑๐ ถึง ๑๒ ปี คุณภาพของการศึกษายังมีปัญหาส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนต่ำกว่ามาตรฐานในวิชาสำคัญ เช่น ภาษาไทยภาษาอังกฤษคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ก็มีปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และหัวใจ ซึ่งโรคเหล่านี้รักษาให้หายได้ยากและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และยาเสพติดยังคงเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย รวมทั้งความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งในเมืองและชนบทยังคงทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยและความสามารถ
ในการแข่งขันของประเทศ
ดังนั้นรัฐบาลจะดำเนินนโยบายในด้านต่าง ๆ ควบคู่กันไปกับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เพื่อให้มีการพัฒนาที่ยั่งยืนเช่นการเตรียมการสำหรับสังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน ความมั่นคงของอาหารและพลังงานของประเทศ การสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้และการสร้างสรรค์การแก้ไขความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ การพัฒนาธรรมาภิบาล การพัฒนาพื้นที่และกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การสร้างบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาค และการร่วมมือในการพัฒนาอย่างสันติกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น
รัฐบาลถือเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องนำประเทศไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังเกิดขึ้นและพัฒนาไปสู่การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน แก้ไขวิกฤตทางสังคมที่มีความแตกแยกและพัฒนาให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ยุติวิกฤตทางการเมืองและปฏิรูปการเมืองให้มีความมั่นคงตามแนวทางระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในการนี้รัฐบาลจะดำเนินการให้บรรลุภารกิจดังกล่าวภายใต้แนวทางพื้นฐานหลัก ๔ ประการ คือ
หนึ่ง ปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความมั่นคงในการเป็นศูนย์รวมจิตใจและความรักสามัคคีของคนในชาติและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เหนือความขัดแย้งทุกรูปแบบ พร้อมทั้งดำเนินการทุกวิถีทางอย่างจริงจังเพื่อป้องกันมิให้มีการล่วงละเมิดพระบรมเดชานุภาพ
สอง สร้างความปรองดองสมานฉันท์ บนพื้นฐานของความถูกต้อง ยุติธรรมและการยอมรับของทุกภาคส่วน
สาม ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ให้ขยายตัวอย่างยั่งยืน และบรรเทาผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจที่ประชาชนจะประสบ
สี่ พัฒนาประชาธิปไตยและระบบการเมือง ให้มีความมั่นคง มีการปฏิบัติตามกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค เป็นธรรม และเป็นที่ยอมรับของสากล
รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินโดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการใช้คุณธรรมนำความรู้และจะปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างเคร่งครัด โดยแบ่งการดำเนินการเป็น ๒ ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการและมีกำหนดเวลาแล้วเสร็จในปีแรกอย่างชัดเจน และระยะการบริหารราชการ ๓ ปีของรัฐบาลซึ่งมีกำหนดเริ่มต้นตั้งแต่ปีแรกเป็นต้นไป ดังต่อไปนี้
๑. นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก
๑.๑ การสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ภาคประชาชนและเอกชนในการลงทุนและการบริโภค
๑.๑.๑ เสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติให้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยใช้แนวทางสันติ รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชาติในทุกกรณี รวมทั้งฟื้นฟูระเบียบสังคมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายตลอดจนสนับสนุนองค์กรตามรัฐธรรมนูญให้มีส่วนร่วมในการสร้างความสมานฉันท์ ภายใต้กรอบของบทบาท อำนาจและหน้าที่ขององค์กร
๑.๑.๒ จัดให้มีสำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นองค์กรถาวรเพื่อทำหน้าที่แก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยยึดมั่นหลักการสร้างความสมานฉันท์และแนวทาง “เข้าใจเข้าถึงพัฒนา”ใช้กระบวนการยุติธรรมกับผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม กำหนดจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตพัฒนาพิเศษที่มีการสนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สิทธิพิเศษด้านภาษี และอุตสาหกรรมฮาลาล รวมทั้งสนับสนุนให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษที่มีความยืดหยุ่นและหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม
๑.๑.๓ ปฏิรูปการเมือง โดยจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางการดำเนินการปฏิรูปโดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเพื่อวางระบบการบริหารประเทศให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ ในแนวทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพสังคมไทย รวมทั้งสามารถสนองตอบต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นไปตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
๑.๑.๔ เร่งสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาของชาวโลก โดยให้ความสำคัญต่อกรอบความร่วมมืออาเซียนเป็นลำดับแรก และร่วมมือกับรัฐสภาในการพิจารณาอนุมัติเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ประเทศไทยในฐานะสมาชิกประชาคมอาเซียนจะต้องลงนามในช่วงของการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม ๒๕๕๒ และเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ ๑๔ ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน
๑.๑.๕ ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหาเป็นการเร่งด่วน โดยจัดทำเป็นแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นที่ครอบคลุมภาคเกษตรและเกษตรกร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการและการท่องเที่ยวภาคการส่งออกภาคอสังหาริมทรัพย์ การสร้างงานและสร้างรายได้ในชนบท การพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติและฟื้นฟูทรัพยากร ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม ๒๕๕๒ พร้อมทั้งจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเม็ดเงินของรัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและเพื่อให้สามารถบรรเทาภาวะความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจได้
๑.๑.๖ เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติและเร่งรัดมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการประชาสัมพันธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติส่งเสริมการท่องเที่ยวของคนไทยในประเทศ และปรับแผนงบประมาณของส่วนราชการที่ได้รับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ อยู่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดการฝึกอบรมและสัมมนาให้กระจายทั่วประเทศรวมทั้งลดหย่อนค่าธรรมเนียมและค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดให้มีการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
๑.๑.๗ เร่งลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยให้ความสำคัญแก่โครงการลงทุนที่มีความคุ้มค่ามากที่สุดเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างระบบบริการสุขภาพที่มุ่งสู่การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ การลงทุนพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและการชลประทาน ให้สามารถเริ่มดำเนินโครงการได้ในปี ๒๕๕๒ โดยให้ความสำคัญแก่การมีส่วนร่วมของประชาชน การรักษาสิ่งแวดล้อม การดำเนินงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการรักษาวินัยการคลังของประเทศ รวมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ
๑.๒ การรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชน
๑.๒.๑ ร่วมมือกับภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการชะลอการเลิกจ้างและป้องกันการขยายตัวของการเลิกจ้างในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดย่อมโดยใช้มาตรการจูงใจเพื่อลดภาระของภาคเอกชนในการชะลอการเลิกจ้างงาน
๑.๒.๒ ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้า เพื่อรองรับปัญหาแรงงานว่างงานจากภาคอุตสาหกรรมและนักศึกษาจบใหม่ โดยจัดโครงการฝึกอบรมแรงงานที่ว่างงานประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน ในระยะเวลา ๑ ปี ตามกลุ่มความถนัดและศักยภาพ และรองรับแรงงานกลับสู่ภูมิลำเนา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่วิสาหกิจและธุรกิจชุมชน
๑.๒.๓ เร่งรัดดำเนินการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ถูกเลิกจ้างและผู้ว่างงานอันเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจ โดยการดูแลให้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงจะได้ตามกฎหมายโดยเร็วการหางานใหม่การส่งเสริมอาชีพอิสระ การสร้างงาน และการเพิ่มพูนทักษะเพื่อปรับเปลี่ยนอาชีพ รวมทั้งการจัดสวัสดิการที่จำเป็น เช่น การเพิ่มวงเงินให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างและการดำเนินโครงการสานฝันแรงงานคืนถิ่น ซึ่งรวมถึงการสร้างงานและจัดที่ทำกิน ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับแรงงานนอกภาคเกษตรที่ถูกเลิกจ้างให้คืนสู่ภาคเกษตร
๑.๒.๔ สร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ หรือไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ โดยจัดสรรเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปที่แสดงความจำนงโดยการขอขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับการสงเคราะห์ รวมทั้งขยายเพดานให้กู้ยืมจากกองทุนผู้สูงอายุเป็น ๓๐,๐๐๐ บาทต่อราย
๑.๒.๕ เพิ่มมาตรการด้านการคลัง เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ของประชาชนและกระตุ้นธุรกิจในสาขาที่ได้รับผลกระทบ
๑.๒.๖ สร้างรายได้และศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก โดยการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง และจัดสรรเงินเพิ่มเติมให้จากวงเงินที่เคยจัดสรรให้เดิม เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชน ลดต้นทุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตร รวมทั้งเร่งรัดและลดขั้นตอนของภาครัฐเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้อย่างรวดเร็ว
๑.๒.๗ ดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรผ่านกลไกและเครื่องมือของรัฐให้มีประสิทธิภาพ และเร่งสร้างระบบประกันความเสี่ยงทางการเกษตร ทั้งระบบประกันความเสี่ยงราคาพืชผลผ่านกลไกตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตรและระบบประกันภัยพืชผลอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ
๑.๒.๘ เร่งรัดและพัฒนาตลาดและระบบการกระจายสินค้าของสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติเพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายและวางแผนพัฒนาการเกษตรอย่างเป็นระบบ และมีระบบการคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรรวมทั้งพัฒนาความเข้มแข็งของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน
๑.๒.๙ ส่งเสริมบทบาทอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศให้ปฏิบัติงานเชิงรุก ในการส่งเสริมสุขภาพในท้องถิ่นและชุมชน การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ การดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล และการเฝ้าระวังโรคในชุมชน โดยจัดให้มีสวัสดิการค่าตอบแทนให้แก่อสม.เพื่อสร้างแรงจูงใจหนุนเสริมให้ปฏิบัติงานได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ
๑.๓ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
๑.๓.๑ ให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี๑๕ปี โดยสนับสนุนตำราในวิชาหลักให้แก่ทุกโรงเรียน จัดให้มีชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนฟรีให้ทันปีการศึกษา ๒๕๕๒ และสนับสนุนค่าใช้จ่ายอื่นๆเพื่อชดเชยรายการต่างๆ ที่โรงเรียนเรียกเก็บจากผู้ปกครอง
๑.๓.๒ กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการ
ที่มีความจำเป็นต่อการครองชีพให้มีราคาที่เป็นธรรมสะท้อนต้นทุนอย่างเหมาะสมและไม่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค
๑.๓.๓ ดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ในส่วนของการเดินทาง ก๊าซหุงต้ม และบริการด้านสาธารณูปโภค โดยปรับปรุงมาตรการที่มีอยู่เดิมให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจและอยู่บนหลักการของการใช้และบริโภคอย่างประหยัด
๑.๓.๔ ใช้กองทุนน้ำมันในการรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและ
การใช้น้ำมันอย่างประหยัด
๑.๔ จัดตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ(กรอ.)เพื่อเร่งรัดติดตาม แก้ไขปัญหา ลดขั้นตอนในการปฏิบัติ และกำหนดมาตรการและโครงการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะเร่งด่วน
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
ในส่วนของนโยบายที่จะดำเนินการภายในช่วงระยะเวลา ๓ ปีของรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลจะดำเนินนโยบายหลักในการบริหารประเทศซึ่งปรากฏตามนโยบายข้อที่ ๒ ถึงข้อที่ ๘ ดังต่อไปนี้
๒. นโยบายความมั่นคงของรัฐ
๒.๑ ปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความมั่นคง
ในการเป็นศูนย์รวมจิตใจและความรักสามัคคีของคนในชาติโดยการเสริมสร้างจิตสำนึกให้มีความจงรักภักดีเทิดทูนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์รวมทั้งป้องกันอย่างจริงจังมิให้มีการล่วงละเมิดพระบรมเดชานุภาพ
๒.๒ เสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศให้มี
ความพร้อมในการรักษาเอกราชอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนรวมทั้งการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติโดยการเตรียมความพร้อมของกองทัพการฝึกกำลังพลให้เกิดความชำนาญในการปฏิบัติภารกิจ และการจัดงบประมาณให้สอดคล้องกับภารกิจของแต่ละเหล่าทัพ ตลอดจนจัดให้มีแผนการสำรองอาวุธและพลังงานเพื่อความมั่นคงสนับสนุนและส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อให้สามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ได้เอง ปรับสิทธิประโยชน์กำลังพล เบี้ยเลี้ยงและค่าเสบียงสนามของทหารหลักและทหารพราน รวมทั้งสวัสดิการของกำลังพลให้สอดคล้อง
กับสภาวะเศรษฐกิจ พัฒนาความร่วมมือทางการทหารกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศอื่น ๆ และส่งเสริมบทบาทในการรักษาสันติภาพของโลกภายใต้กรอบสหประชาชาติ
๒.๓ เสริมสร้างสันติภาพของการอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการเจรจาโดยสันติวิธี ให้ความสำคัญกับการสำรวจและการปักปันเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างถูกต้องตามข้อตกลงและสนธิสัญญา ประสานงานและร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รวมทั้งเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในบริเวณชายแดน
๒.๔ แก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองทั้งระบบไม่ให้มีผลกระทบต่อความมั่นคง โดยการปรับปรุงระบบการเข้าเมือง การจัดระเบียบชายแดน และการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว รวมทั้งการแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลที่ชัดเจน บนความสมดุลระหว่างการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลกับการรักษาความมั่นคงของชาติ
๒.๕ เสริมสร้างศักยภาพในการจัดการกับปัญหาภัยคุกคามข้ามชาติ โดยให้ความสำคัญแก่การพัฒนาระบบและกลไกต่าง ๆ ให้พร้อมที่จะป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ รวมทั้งพัฒนากฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับนานาประเทศ และส่งเสริมการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้กรอบสหประชาชาติ
๓. นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต
๓.๑ นโยบายการศึกษา
๓.๑.๑ ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบโดยปฏิรูปโครงสร้างและ
การบริหารจัดการ ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และระดมทรัพยากรเพื่อการปรับปรุงการบริหารจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษา พัฒนาครู พัฒนาระบบการคัดเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัยพัฒนาหลักสูตรรวมทั้งปรับหลักสูตรวิชาแกนหลักรวมถึงวิชาระวัติศาสตร์ ปรับปรุงสื่อการเรียนการสอน พัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ ปรับบทบาทการศึกษานอกโรงเรียนเป็นสำนักงานการศึกษาตลอดชีวิตและจัดให้มีศูนย์การศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ตลอดจนส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่เป้าหมายคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นคุณธรรมนำความรู้อย่างแท้จริง
๓.๑.๒ ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาเพื่อให้สนองตอบความต้องการ
ด้านบุคลากรของภาคเศรษฐกิจพัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ได้ครูดี ครูเก่ง มีคุณธรรมมีคุณภาพและมีวิทยฐานะสูงขึ้นลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนตามโครงการคืนครูให้นักเรียน มีการดูแลคุณภาพชีวิตของครูด้วยการปรับโครงสร้างหนี้และจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตครู ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เน้นการพัฒนาเนื้อหาสาระและบุคลากรให้พร้อมรองรับและใช้ประโยชน์จากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างคุ้มค่า
๓.๑.๓ จัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี ๑๕ ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายพร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้เกิดความเสมอภาคและความเป็นธรรมในโอกาสทางการศึกษาแก่ประชากรในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทั้งผู้ยากไร้ผู้พิการหรือทุพพลภาพผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากผู้บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา และชนต่างวัฒนธรรม รวมทั้งยกระดับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชน
๓.๑.๔ ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาไปสู่ความเป็นเลิศโดยการจัดกลุ่มสถาบันการศึกษาตามศักยภาพ ปรับเงินเดือนค่าตอบแทนของผู้สำเร็จการศึกษาระดับอาชีวศึกษาให้สูงขึ้นโดยภาครัฐเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างของการใช้ทักษะอาชีวศึกษาเป็นเกณฑ์กำหนดค่าตอบแทนและความก้าวหน้าในงาน ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้วยการเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา
๓.๑.๕ ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ให้มีการประนอมและไกล่เกลี่ยหนี้รวมทั้งขยายกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและปริญญาตรีเพิ่มขึ้นส่งเสริมให้เด็กเยาวชนและประชาชนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาดเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้
๓.๑.๖ เร่งรัดการลงทุนด้านการศึกษาและการเรียนรู้อย่างบูรณาการในทุกระดับการศึกษาและในชุมชน โดยใช้พื้นที่และโรงเรียนเป็นฐานในการบูรณาการทุกมิติ และยึดเกณฑ์การประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นหลักในการยกระดับคุณภาพโรงเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และส่งเสริมความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาและวิจัยพัฒนาในภูมิภาค รวมทั้งเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตในชุมชน โดยเชื่อมโยงบทบาทสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และสถาบันทางศาสนา
๓.๒ นโยบายแรงงาน
๓.๒.๑ ดำเนินการให้แรงงานทั้งในและนอกระบบได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานแรงงานไทย โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพการจ้างงาน โดยการส่งเสริมให้สถานประกอบการผ่านการทดสอบและรับรองตามมาตรฐานระบบการจัดการปฏิบัติต่อแรงงานด้านสิทธิและคุ้มครองให้เป็นไปตามมาตรฐานแรงงานสากล
๓.๒.๒ ปฏิรูประบบประกันสังคมให้มีความเข้มแข็งมั่นคงให้มีการบริหารจัดการที่เป็นอิสระ โปร่งใส และขยายความคุ้มครองถึงบุตรและคู่สมรสของผู้ประกันตนในเรื่องการเจ็บป่วย รวมทั้งเพิ่มสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกันตน
๓.๒.๓ พัฒนาและฝึกอบรมแรงงานทุกระดับให้มีความรู้และทักษะฝีมือที่มีมาตรฐานสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยการเพิ่มขีดความสามารถของสถาบันและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานที่มีอยู่ทั่วประเทศให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นในการฝึกอบรมฝีมือแรงงานด้วยการระดมการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนในลักษณะโรงเรียนในโรงงานและการบูรณาการกับสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาฝีมือแรงงาน ส่งเสริมให้แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยการสนับสนุนด้านสินเชื่อการไปทำงานในต่างประเทศ การฝึกอบรมทักษะฝีมือและทักษะการใช้ภาษา การสร้างหลักประกันการคุ้มครองดูแลการจัดส่งแรงงานไปทำงานในต่างประเทศ และการติดตามดูแลมิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบระหว่างการทำงานในต่างประเทศ
๓.๒.๔ สนับสนุนสวัสดิการด้านแรงงานโดยจัดตั้งสถาบัน
ความปลอดภัยในการทำงานจัดให้มีสถานดูแลเด็กอ่อนในสถานประกอบการและเพิ่มศักยภาพกองทุนเงินทดแทนในการดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน รวมทั้งจัดระบบดูแลด้านสวัสดิการแรงงานของกลุ่มแรงงานนอกระบบ และส่งเสริมระบบแรงงานสัมพันธ์ในระบบไตรภาคี เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกจ้าง นายจ้าง และภาครัฐ
๓.๒.๕ จัดระบบการจ้างงานแรงงานต่างด้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิต ไม่กระทบต่อการจ้างแรงงานไทย และความมั่นคงของประเทศ โดยการจัดจำแนกประเภทงานที่อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวทำและการจัดระบบการนำเข้าแรงงานต่างด้าวการขจัดปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และการจัดทำทะเบียนแรงงานต่างด้าวและระบบการตรวจสอบที่สะดวกต่อการควบคุม
๓.๒.๖ ส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุและคนพิการโดยการกำหนดให้มีรูปแบบที่หลากหลาย เหมาะสมตามความสามารถของผู้สูงอายุและคนพิการ อาทิ การทำงานแบบบางเวลา การทำงานชั่วคราว การทำงานแบบสัญญาระยะสั้น รวมทั้งการขยายโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน
๓.๓ นโยบายด้านสาธารณสุข
๓.๓.๑ สนับสนุนการดำเนินการตามแนวทางของกฎหมาย
สุขภาพแห่งชาติ โดยเร่งดำเนินมาตรการสร้างเสริมสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพและการเจ็บป่วยเรื้อรัง โดยประสานความร่วมมือและการมีส่วนร่วมจากภาคีพัฒนาในสาขาต่าง ๆ ตลอดจนภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุข ร่วมสร้างความรู้ ความเข้าใจ สร้างแรงจูงใจ รณรงค์ให้เกิดการพัฒนาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอนามัย รวมทั้งส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยจัดสรรทุนให้เพื่อกลับมาทำงานในท้องถิ่น
๓.๓.๒ สร้างขีดความสามารถในการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค วินิจฉัย และดูแลรักษาพยาบาลอย่างเป็นระบบเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วนทุกสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันปัญหาการป่วยและตายด้วยโรคอุบัติใหม่ที่รวมถึงโรคที่มีการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ และโรคระบาดซ้ำในคน อย่างทันต่อสถานการณ์
๓.๓.๓ ปรับปรุงระบบบริการด้านสาธารณสุข โดยลงทุนพัฒนาระบบบริการสุขภาพของภาครัฐในทุกระดับให้ได้มาตรฐาน ยกระดับสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล และพัฒนาระบบเครือข่ายการส่งต่อในทุกระดับให้มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกันทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพมีคุณภาพอย่างเพียงพอ ทั่วถึง มีทางเลือกหลากหลายรูปแบบและครอบคลุมได้ถึงการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ
๓.๓.๔ ลงทุนผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ควบคู่กับการสร้างขวัญกำลังใจให้มีความก้าวหน้าในอาชีพ มีการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อให้มีรายได้จากเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่เหมาะสม เป็นธรรม รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพด้านการแพทย์ มีการกระจายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ ตลอดจนการลงทุนพัฒนาและเชื่อมโยงระบบข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศด้านสุขภาพให้ทันสมัย มีมาตรฐาน สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างคุ้มค่า
๓.๓.๕ ผลักดันการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาลในระดับนานาชาติ โดยมียุทธศาสตร์การบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม มีการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมทั้งปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
๓.๔ นโยบายศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม
๓.๔.๑ ส่งเสริมการทำนุบำรุงและรักษาศิลปวัฒนธรรมไทยทุกด้าน รวมทั้งศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย ให้มีความก้าวหน้า มีการค้นคว้า วิจัย ฟื้นฟู และพัฒนาพร้อมทั้งฟื้นฟูต่อยอดแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
๓.๔.๒ เสริมสร้างบทบาทของสถาบันครอบครัวร่วมกับ
สถาบันทางศาสนา สถาบันการศึกษา และสถาบันทางสังคมอื่น ๆ ในการปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึกที่ดีและการเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมที่มีผลกระทบต่อการเบี่ยงเบนพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน รวมทั้งสนับสนุนการผลิตสื่อสร้างสรรค์สร้างกระแสเชิงบวกให้แก่สังคมและเปิดพื้นที่สาธารณะที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชน
๓.๔.๓ สนับสนุนการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งความหลากหลายของศิลปะและวัฒนธรรมไทยทั้งที่เป็นวิถีชีวิต ค่านิยมที่ดีงาม และความเป็นไทยเพื่อการศึกษาเรียนรู้และเผยแพร่สู่สังคมโลกตลอดจนใช้ประโยชน์เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชาวโลกและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ
๓.๔.๔ ส่งเสริมการปรับปรุงองค์กรและกลไกที่รับผิดชอบ
ด้านศาสนาเพื่อให้การบริหารจัดการส่งเสริมทำนุบำรุงศาสนามีความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพรวมทั้งส่งเสริมความเข้าใจอันดีและสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา เพื่อนำหลักธรรมของศาสนามาใช้ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนใช้หลักธรรมในการดำรงชีวิตมากขึ้น
๓.๕ นโยบายสวัสดิการสังคม และความมั่นคงของมนุษย์
๓.๕.๑ แก้ไขปัญหาความยากจนโดยการจัดหาที่ดินทำกินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้เช่นการปลูกป่าสร้างความเข้มแข็งของกองทุนหมู่บ้านและแหล่งเงินทุนอื่น ๆ ในระดับชุมชน ให้มีกลไกที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และให้ชุมชนสามารถตัดสินใจและนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนได้
๓.๕.๒ ปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน เพื่อนำไปสู่การลดหนี้ หรือยืดเวลาชำระหนี้ หรือลดอัตราดอกเบี้ย หรือพักชำระดอกเบี้ย
๓.๕.๓ เร่งรัดปรับปรุงแก้ไขปัญหาคุณภาพการอยู่อาศัยคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมชุมชน โดยเฉพาะชุมชนผู้มีรายได้น้อยให้ดียิ่งขึ้น โดยปรับปรุงคุณภาพและขยายการให้บริการสาธารณูปโภคให้ทั่วถึง ปรับปรุงการบริหารจัดการองค์กรภาครัฐด้านการเคหะและการอยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร รวมถึงพิจารณาจัดตั้งองค์กรในลักษณะดังกล่าวเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของชุมชนผู้มีรายได้น้อยให้ดียิ่งขึ้น
๓.๕.๔ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเน้นบทบาทของสถาบันทางสังคมชุมชนและเป็นเครือข่ายในการคุ้มครองทางสังคมและการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุ รวมทั้งส่งเสริมการนำศักยภาพผู้สูงอายุมาใช้ในการพัฒนาประเทศ การถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาสู่สังคม ส่งเสริมการออม และสร้างระบบประกันชราภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมั่นคง
๓.๕.๕ ให้ความสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคในทุกมิติ โดยการรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจจัดตั้งองค์กรอิสระผู้บริโภคบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายที่ให้การคุ้มครองดูแลผู้บริโภคโดยเคร่งครัด รวมทั้งการใช้กลไกทางกฎหมายในการป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคในด้านอื่น ๆ เช่น การโฆษณาเกินเวลา การโฆษณาแฝง หรือการใช้สื่อเพื่อประโยชน์ส่วนตน เป็นต้น
๓.๕.๖ ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างชายหญิง ขจัดการกระทำความรุนแรง และการเลือกปฏิบัติต่อเด็ก สตรี และผู้พิการ ให้การคุ้มครองและส่งเสริมการจัดสวัสดิการทางสังคมที่เหมาะสมแก่ผู้ยากไร้ผู้พิการหรือทุพพลภาพและผู้ที่อยู่ในภาวะยากลำบาก ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พึ่งตนเองได้
๓.๕.๗ เร่งรัดการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบครบวงจรทั้งด้านการป้องกันการปราบปรามการบำบัดรักษาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และมีการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดรวมทั้งขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติในการแก้ไขปัญหายาเสพติด
๓.๕.๘ เพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาความปลอดภัย
ในชีวิตและทรัพย์สินโดยส่งเสริมให้มีระบบติดตามและเฝ้าระวังปัญหาอาชญากรรมที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นการพัฒนาระบบข้อมูล ข่าวสาร การเตือนภัย และสร้างเครือข่ายอาสาสมัครชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ในการป้องกันปัญหาร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และปรับปรุงระบบชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชน
๓.๖ นโยบายการกีฬาและนันทนาการ
๓.๖.๑ เสริมสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มออกกำลังกายและเล่นกีฬา โดยประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคธุรกิจเอกชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการพัฒนากีฬา จัดหาสถานที่ จัดกิจกรรมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาอย่างทั่วถึง รวมทั้งส่งเสริมให้เยาวชนมีความสนใจในการกีฬาและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
๓.๖.๒ พัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ โดยจัดตั้งศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ พร้อมทั้งนำวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ จัดให้มีการควบคุมมาตรฐานการฝึกสอนด้านการกีฬาให้มีคุณภาพ และสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬาในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง
๓.๖.๓ ส่งเสริมกีฬาไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและ
ได้รับการยอมรับจากสากลยิ่งขึ้น
๓.๖.๔ ปรับปรุงระบบบริหารจัดการด้านการกีฬาโดยส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการด้านการกีฬา จัดกิจกรรมและสถานกีฬา รวมทั้งจัดสร้างลานกีฬาในทุกหมู่บ้านและชุมชน
๓.๖.๕ ปรับปรุงกฎหมายการกีฬาและที่เกี่ยวข้อง โดยจัดให้มี กฎหมายกีฬาอาชีพ กฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการนักกีฬา และกฎหมายอื่น ๆ เพื่อเป็นเครื่องมือการบริหารจัดการด้านกีฬาให้มีประสิทธิภาพ
๔. นโยบายเศรษฐกิจ
๔.๑ นโยบายการบริหารเศรษฐกิจมหภาค
๔.๑.๑ สนับสนุนให้เศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ โดยประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลังเพื่อให้มีความสมดุลระหว่างอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ เสถียรภาพของระดับราคา และการจ้างงาน
๔.๑.๒ สร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินในประเทศ บริหารสภาพคล่องทางการเงินภายในประเทศ และดูแลการเคลื่อนย้ายทุนระหว่างประเทศ โดยติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกรรมทางการเงินของสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการเพิ่มความร่วมมือทางด้านการเงินภายใต้กรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเพื่อให้สามารถช่วยเหลือและร่วมกันแก้ไขปัญหาในกรณีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการเงิน
ในภูมิภาค
๔.๑.๓ พัฒนาตลาดทุนและระบบสถาบันการเงินให้เข้มแข็งและสามารถรองรับผลกระทบจากความผันผวนของสภาวะการเงินโลก และให้สามารถสนับสนุนการลงทุนและการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงโดยการแก้ไขกฎระเบียบและวางระบบการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมทางการเงิน และส่งเสริมการออมระยะยาวเพื่อเป็นฐานการระดมทุนของประเทศในอนาคต
๔.๑.๔ ส่งเสริมและรักษาวินัยการคลังโดยปรับปรุงแนวทางการจัดสรรงบประมาณของประเทศให้สอดคล้องกับกำลังเงินของแผ่นดินรวมทั้งเร่งออกกฎหมายการเงินการคลังของรัฐเพื่อให้เป็นกลไกในการกำกับและเป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติที่ดี
๔.๑.๕ ปรับปรุงโครงสร้างภาษีและการจัดเก็บภาษี เพื่อให้มีความเป็นธรรม โปร่งใส และสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการประหยัดพลังงาน และพลังงานทางเลือก
๔.๑.๖ กำหนดกรอบการลงทุนภาครัฐ ทั้งในระยะปานกลางและระยะยาวที่มีความชัดเจนของแหล่งเงิน รูปแบบการลงทุน และการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนที่เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาเครื่องมือและกลไกการระดมทุนที่มีประสิทธิภาพสำหรับโครงการขนาดใหญ่โดยคำนึงถึงวินัยการคลัง และภาระงบประมาณของภาครัฐ
๔.๑.๗ ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาการให้บริการ การใช้ทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด การลดต้นทุนดำเนินงาน การบริหารความเสี่ยง การบริหารจัดการภายใต้หลักธรรมาภิบาล และมีระบบการกำกับดูแลที่ดี รวมทั้งการฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาฐานะการเงินและการเร่งรัดการเบิกจ่ายลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย
๔.๒ นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
๔.๒.๑ ภาคเกษตร
๔.๒.๑.๑ เร่งรัดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรและพัฒนาระบบโลจิสติกส์ทางการเกษตรเพื่อเพิ่มผลตอบแทนด้านการเกษตร โดยส่งเสริมการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ จัดหาปัจจัยการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานการผลิตที่มีคุณภาพและมีความจำเป็น พัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาและระบบโลจิสติกส์ทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุนทางการเกษตรรวมทั้งการจัดพื้นที่การผลิตพืชอาหารและพืชพลังงานให้เหมาะสม มีประสิทธิภาพ และมีราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับพืชพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร
๔.๒.๑.๒ ส่งเสริมอาชีพและขยายโอกาสการทำประมง โดยพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประมงชายฝั่งและประมงน้ำจืดทั้งในระดับพื้นบ้านและเชิงอุตสาหกรรม ยกระดับราคาสินค้าประมงโดยท้องถิ่นมีส่วนร่วมปรับปรุงกฎหมายและเขตจับสัตว์น้ำให้ชัดเจนระหว่างประมงเพื่อการพาณิชย์และประมงชายฝั่งและบังคับใช้โดยเคร่งครัด รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำควบคู่กับการเจรจาส่งเสริมความร่วมมือด้านการประมงกับต่างประเทศในการทำประมงนอกและในน่านน้ำสากล และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในกิจการประมง รวมทั้งจัดตั้งองค์กรระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาการประมงของประเทศ ทั้งในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านการประมง
๔.๒.๑.๓ พัฒนาศักยภาพสินค้าปศุสัตว์โดยปรับปรุงและอนุรักษ์พันธุ์สัตว์เศรษฐกิจสำคัญ อาทิ โค กระบือ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ พัฒนาการผลิตทุกขั้นตอนให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล พัฒนาศักยภาพในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดในสัตว์ พัฒนาศักยภาพการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และขยายการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในตลาดโลก รวมทั้งส่งเสริมการทำปศุสัตว์อินทรีย์ครัวเรือนตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
๔.๒.๑.๔ ดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและการตลาดสินค้าเกษตร โดยจัดให้มีระบบประกันความเสี่ยงด้านราคาสินค้าเกษตร พัฒนาตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าให้มีความเข้มแข็ง สร้างตลาดกลางเพื่อการค้าส่งและค้าปลีกสินค้าเกษตรในทุกภูมิภาค ผลักดันให้มีการเปิดตลาดสินค้าเกษตรแห่งใหม่ให้ครอบคลุมทั่วโลก และส่งเสริมระบบเกษตรพันธะสัญญา รวมทั้งใช้ระบบไตรภาคีภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร
๔.๒.๑.๕ ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร
โดยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนามาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยด้านสินค้าเกษตรและอาหารตามมาตรฐานสากลในระดับชุมชน และมีการเชื่อมโยงการผลิตทางการเกษตรกับอุตสาหกรรมการเกษตร ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรที่ได้คุณภาพและมาตรฐานสากล ส่งเสริมความแข็งแกร่งของตราสินค้า จัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอย่างครบวงจร รวมทั้งเร่งรัดการเจรจาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนสนับสนุนเงินทุนพัฒนาเครื่องจักรเพื่อแปรรูปขั้นต้นของสินค้าเกษตร
๔.๒.๑.๖ สร้างความมั่นคงด้านอาหารโดยส่งเสริมการทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริ ขยายกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการอาหารกลางวัน และธนาคารโคกระบือตามแนวพระราชดำริ และสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร ที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน เพื่อลดการใช้สารเคมีและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร รวมทั้งสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับความมั่นคงทางด้านอาหาร
๔.๒.๑.๗ เร่งรัดการจัดหาแหล่งน้ำให้ทั่วถึงและเพียงพอ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรน้ำเพื่อการผลิตทางการเกษตร โดยเน้นการเพิ่มสระน้ำในไร่นาและขุดลอกคูคลองเพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากน้ำให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับชนิดพืชเพิ่มพื้นที่ชลประทานทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ตลอดจนขยายระบบการกระจายน้ำในพื้นที่ชลประทานให้ใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ
๔.๒.๑.๘ คุ้มครองและรักษาพื้นที่ที่เหมาะสมกับ
การทำเกษตรกรรมที่ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานแล้วเพื่อเป็นฐาน
การผลิตทางการเกษตรในระยะยาว ฟื้นฟูคุณภาพดิน จัดหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรยากจนในรูปของธนาคารที่ดิน และเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิให้แก่เกษตรกรยากจนและชุมชนที่ทำกินอยู่ในที่ดินของรัฐที่ไม่มีสภาพป่าแล้วในรูปของโฉนดชุมชนรวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรในรูปของนิคมการเกษตร
๔.๒.๑.๙ พัฒนาภาคเกษตรให้มีความเข้มแข็ง
โดยสร้างและพัฒนาคุณภาพเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการผลผลิตและการบริหารองค์กรเกษตรกรรูปแบบต่าง ๆ ด้วยองค์ความรู้จากนวัตกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยีที่เหมาะสมผ่านระบบการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบการศึกษา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงภาคเกษตรและสังคมไทยแก้ไขปัญหาหนี้สินฟื้นฟูอาชีพและความเป็นอยู่ของเกษตรกรโดยเร่งดำเนินการจัดการหนี้สินของเกษตรกรทั้งในและนอกระบบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และรักษาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร
๔.๒.๒ ภาคอุตสาหกรรม
๔.๒.๒.๑ สร้างความแข็งแกร่งและความสามารถ
ในการแข่งขันในตลาดโลกให้กับอุตสาหกรรมไทยด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อ
ลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า โดยร่วมมือกับภาคเอกชน สถาบันวิจัย และสถาบันการศึกษา ในการพัฒนาความสามารถของผู้ประกอบการ พัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร พัฒนาการออกแบบสินค้าและผลิตภัณฑ์ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มความร่วมมือในภูมิภาคในการผลิตสินค้าเชิงลูกโซ่ผ่านการเจรจาระหว่างประเทศ
๔.๒.๒.๒ กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาของแต่ละอุตสาหกรรมและพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในอนาคต เช่น อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรภายในประเทศ อุตสาหกรรมยานยนต์อุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอัญมณี เป็นต้น โดยปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านภาษีและที่มิใช่ภาษีให้สามารถจูงใจนักลงทุนได้ และส่งเสริมการร่วมทุนกับบริษัทต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง
๔.๒.๒.๓ ร่วมมือกับภาคเอกชนในการปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานสินค้าให้ทัดเทียมและล้ำหน้าในระดับสากลโดยสนับสนุนให้มีกลไกการระดมทุนและประกันความเสี่ยงให้กับภาคเอกชนเพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีมากขึ้น รวมทั้งให้การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับสินค้าที่ผลิตในประเทศและมีตราสัญลักษณ์ไทย
๔.๒.๒.๔ เร่งผลิตบุคลากรด้านอาชีวะตามความต้องการของตลาดแรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งเพิ่มค่าตอบแทนให้ใกล้เคียงกับปริญญาตรี และกำหนดหลักสูตรให้สามารถต่อยอดในระดับปริญญาได้
๔.๒.๒.๕ สร้างความเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรม
ขนาดกลางและขนาดย่อม โดยรัฐอำนวยความสะดวกในการจัดตั้งเครือข่ายรวมกลุ่ม และปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ ขยายขอบเขตการดำเนินการให้สินเชื่อ และประกันสินเชื่อ โดยใช้เครือข่ายธนาคารและสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อให้อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดังกล่าวได้
๔.๒.๒.๖ จัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านอุตสาหกรรมที่มีความสอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เช่น การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เป็นต้น ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนของชุมชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
๔.๒.๒.๗ ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมมีความรับผิดชอบ
ต่อสังคมทั้งในด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการและมาตรฐานความปลอดภัยในสถานประกอบการและสิ่งแวดล้อม
๔.๒.๓ ภาคการท่องเที่ยวและบริการ
๔.๒.๓.๑ ขยายฐานภาคบริการในโครงสร้างการผลิตของประเทศ โดยเพิ่มความหลากหลายของธุรกิจบริการ เพิ่มมูลค่า เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาแรงงานฝีมือทั้งในด้านคุณภาพและความรู้ด้านภาษาและเชื่อมโยงธุรกิจภาคบริการ อุตสาหกรรม และเกษตรเข้าด้วยกันให้เป็นกลุ่มสินค้า เช่น ธุรกิจสุขภาพ อาหาร และการท่องเที่ยวรวมทั้งสินค้าบริการที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์บนพื้นฐานของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
๔.๒.๓.๒ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั้งของรัฐและเอกชน โดยรักษาและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชุมชน รวมทั้งจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการท่องเที่ยวและกำหนดจุดขายของแหล่งท่องเที่ยวของแต่ละภาคและกลุ่มจังหวัดให้มีความเหมาะสมเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เช่น กรุงเทพมหานครที่ทรงเสน่ห์ ภาคใต้เป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลก ภาคเหนือเป็นศูนย์กลางอารยธรรมล้านนา ภาคอีสานเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โบราณคดี วัฒนธรรมและชายแดน ภาคกลางเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวอารยธรรม มรดกโลก และมรดกธรรมชาติ เป็นต้น
๔.๒.๓.๓ พัฒนามาตรฐานบริการด้านการท่องเที่ยว โดยจัดให้มีมาตรฐานธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น มาตรฐานธุรกิจนำเที่ยวมาตรฐานการเดินทาง มาตรฐานร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกมาตรฐานที่พักและโรงแรมเป็นต้นรวมทั้งพัฒนามาตรฐานบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น พนักงานโรงแรม พนักงานบริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ พนักงานร้านอาหาร พนักงานรถนำเที่ยว เป็นต้น และปรับปรุงมาตรฐานการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทั้งในด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และค่าธรรมเนียมและค่าบริการของรัฐ
๔.๒.๓.๔ พัฒนาด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์
การท่องเที่ยวโดยสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ด้านการตลาด และกำหนดกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์เพื่อสนับสนุนจุดขายที่มีความโดดเด่นของไทยให้เป็นศูนย์กลางระดับโลก โดยเฉพาะความพร้อมของการให้บริการทางด้านศูนย์กลางการประชุมและแสดงสินค้าระหว่างประเทศและศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมทั้งส่งเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์เพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก
๔.๒.๓.๕ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ
การท่องเที่ยวทั้งหมดให้มีความทันสมัยและสนับสนุนซึ่งกันและกัน และเพิ่มประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายทางด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
๔.๒.๔ การตลาด การค้า และการลงทุน
๔.๒.๔.๑ ส่งเสริมระบบการค้าเสรีและเป็นธรรมดยมีภาคเอกชนเป็นผู้นำทางธุรกิจ รัฐเป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุน และดูแล และให้มีการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าและกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ป้องกันการผูกขาดตัดตอน ป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค และให้ความคุ้มครองผู้บริโภครวมทั้งออกกฎหมายค้าปลีกเพื่อกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกอย่างเป็นระบบโดยให้ธุรกิจรายใหญ่และรายย่อยอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูลและยั่งยืน
๔.๒.๔.๒ ขยายตลาดสินค้าและบริการส่งออกของไทย โดยกำหนดกลยุทธ์ด้านการตลาดร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดที่มีอยู่แล้ว และขยายฐานการตลาดไปสู่ประเทศใหม่ ๆ เช่น ยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และ เอเชีย เป็นต้น รวมทั้งพัฒนาระบบการกระจายสินค้าให้รวดเร็วโดยใช้ความได้เปรียบในเชิงแหล่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และศักยภาพการขนส่งของไทย
๔.๒.๔.๓ ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี
ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ควบคู่ไปกับการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่มีปัญหา ทั้งที่อยู่ระหว่างการเจรจาและที่ได้มีการเจรจาไปแล้วเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐ รวมทั้งกำหนดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
๔.๒.๔.๔ ปรับปรุงมาตรการบริหารการนำเข้าเพื่อป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม การทุ่มตลาด และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานทางด้านคุณภาพและความปลอดภัย
๔.๒.๔.๕ ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้มีการ
ขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้ถูกต้อง และปกป้องคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของสินค้าและผลิตภัณฑ์ไทยในต่างประเทศ
๔.๒.๔.๖ ส่งเสริมการลงทุนในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะสินค้าอาหารและบริการฮาลาล อุตสาหกรรมภาพยนตร์ สินค้าและบริการที่ใช้นวัตกรรมและภูมิปัญญา การลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศในสาขาที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ และสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ
๔.๒.๔.๗ ปรับปรุงประสิทธิภาพและจัดระบบการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนชายแดนโดยนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ ที่สำคัญได้แก่ ศูนย์บริการครบวงจรระบบอำนวยความสะดวกช่องทางเดียวระบบการตรวจร่วมจุดเดียว ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบโลจิสติกส์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
๔.๒.๔.๘ ปรับปรุงและเร่งรัดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์เรื่องภาษีโดยยกระดับหน่วยงานพิจารณาเรื่องอุทธรณ์จากระดับกรมขึ้นมาอยู่ในระดับกระทรวงและให้ตัวแทนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาตัดสินอุทธรณ์เช่นเดียวกับผู้พิพากษาสมทบ รวมทั้งมีการประกาศกำหนดเวลาแน่นอนในการวินิจฉัยคำอุทธรณ์
๔.๓ นโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
๔.๓.๑ ขยายการให้บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนให้กระจายไปสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึงเพียงพอและมีคุณภาพ ทั้งบริการน้ำสะอาด ไฟฟ้า สื่อสารโทรคมนาคมพื้นฐาน และที่อยู่อาศัย รวมทั้งพัฒนาถนนไร้ฝุ่น โดยยกระดับมาตรฐานทางในชนบทเป็นถนนคอนกรีตหรือลาดยางพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์อย่างบูรณาการ ทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การปรับปรุงพัฒนากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องการส่งเสริมธุรกิจการให้บริการโลจิสติกส์การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการพัฒนาบุคลากรโลจิสติกส์รวมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาด้านโลจิสติกส์อย่างจริงจัง
๔.๓.๒ พัฒนาระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยเชื่อมโยงการขนส่งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่ง เช่น สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง ศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าในภูมิภาค เป็นต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนโลจิสติกส์
๔.๓.๓ พัฒนาโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้มีความสมบูรณ์ และรถไฟชานเมืองให้สามารถเชื่อมต่อการเดินทางกับโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนและระบบขนส่งสาธารณะอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว ในราคาที่เหมาะสม รวมทั้งขยายการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนไปยังเมืองหลักในภูมิภาค
๔.๓.๔ พัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ทั่วประเทศโดยเฉพาะในเส้นทางที่มีปริมาณการขนส่งหนาแน่นและพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงฐานการผลิตในภูมิภาคและระหว่างประเทศ ปรับปรุงบูรณะทาง รวมทั้งพัฒนาการให้บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐานเพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วปลอดภัยและลดต้นทุนการขนส่ง
๔.๓.๕ พัฒนาโครงข่ายทางหลวงสายประธาน สายหลัก และโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ให้เชื่อมโยงเมืองหลักในภูมิภาคและเส้นทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และสอดคล้องกับการพัฒนาโครงข่ายการขนส่งรูปแบบอื่น ๆ โดยเฉพาะโครงข่ายรถไฟ รวมทั้งการปรับปรุงทางหลวงและมีมาตรการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่งสินค้า
๔.๓.๖ พัฒนากิจการพาณิชยนาวีและโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำ โดยเฉพาะการพัฒนาการให้บริการของท่าเรือแหลมฉบังให้มีมาตรฐาน เป็นท่าเรือที่ทันสมัยระดับโลก พัฒนาการขนส่งชายฝั่ง และการขนส่งทางน้ำภายในประเทศและระหว่างประเทศให้เชื่อมโยงกับระบบขนส่งอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางน้ำให้มากขึ้น
๔.๓.๗ พัฒนาและขยายความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานหลักในภูมิภาค ให้สามารถรองรับปริมาณการจราจรทางอากาศได้อย่างเพียงพอในอนาคต พัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุด และพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมการบิน เช่น ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน การท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าทางอากาศชั้นนำของเอเชีย
๔.๓.๘ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต
ที่เกี่ยวข้องด้านการขนส่ง เช่น การต่อเรือ การต่อตู้รถไฟและรถไฟฟ้า เป็นต้น โดยให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งด้านการผลิตและการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
๔.๓.๙ เร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินโครงการขนาดใหญ่อย่างจริงจังภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ และการกำกับดูแลการพัฒนาและการให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และมีการแข่งขันที่เป็นธรรม
๔.๓.๑๐ พัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ในภูมิภาคและเชื่อมโยงกับโครงข่ายคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมขนส่งตามแนวเศรษฐกิจเหนือ-ใต้แนวเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมอ่าวไทยและอันดามัน และโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย รวมทั้งปรับปรุงระบบอำนวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่งสินค้าข้ามแดนในพื้นที่บริเวณชายแดนที่สำคัญ คือ ด่านหนองคาย แม่สอด มุกดาหาร สระแก้ว ด่านสิงขร และช่องเม็ก เป็นต้น
๔.๔ นโยบายพลังงาน
๔.๔.๑ พัฒนาพลังงานให้ประเทศไทยสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น โดยจัดหาพลังงานให้เพียงพอ มีเสถียรภาพ ด้วยการเร่งสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานประเภทต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และเร่งให้มีการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในระดับรัฐบาลเพื่อร่วมพัฒนาแหล่งพลังงาน วางแผนพัฒนาไฟฟ้าให้มีการกระจายชนิดของเชื้อเพลิงที่ใช้ เพื่อลดความเสี่ยงด้านการจัดหา ความผันผวนทางด้านราคา และลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีศักยภาพโดยเฉพาะโครงการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก และโครงการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก รวมทั้งศึกษาความเหมาะสมในการพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่น ๆ มาใช้ประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้า
๔.๔.๒ ดำเนินการให้นโยบายด้านพลังงานทดแทนเป็นวาระแห่งชาติ โดยสนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและชีวมวล เช่น แก๊สโซฮอล์ (อี ๑๐ อี ๒๐ และอี ๘๕) ไบโอดีเซล ขยะ และมูลสัตว์ เป็นต้น เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานลดภาวะมลพิษและเพื่อประโยชน์ของเกษตรกร โดยสนับสนุนให้มีการผลิตและใช้พลังงานหมุนเวียนในระดับชุมชน หมู่บ้าน ภายใต้มาตรการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม รวมทั้งสนับสนุนการใช้ก๊าซธรรมชาติในภาคขนส่งให้มากขึ้น โดยขยายระบบขนส่งก๊าซธรรมชาติให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ตลอดจนส่งเสริมและวิจัยพัฒนาพลังงานทดแทนทุกรูปแบบอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
๔.๔.๓ กำกับดูแลราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
มีเสถียรภาพ และเป็นธรรมต่อประชาชน โดยกำหนดโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงที่เหมาะสม และเอื้อต่อการพัฒนาพืชพลังงาน รวมทั้งสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากที่สุด และบริหารจัดการผ่านกลไกตลาดและกองทุนน้ำมัน เพื่อให้มีการใช้พลังงานอย่างประหยัด และส่งเสริมการแข่งขันและการลงทุนในธุรกิจพลังงาน รวมทั้งพัฒนาคุณภาพการให้บริการและความปลอดภัย
๔.๔.๔ ส่งเสริมการอนุรักษ์และประหยัดพลังงานทั้งในภาคครัวเรือน อุตสาหกรรมบริการและขนส่งโดยรณรงค์ให้เกิดวินัยและสร้างจิตสำนึกในการประหยัดพลังงาน และสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีมาตรการจูงใจให้มีการลงทุนจากภาคเอกชนในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และมาตรการสนับสนุนให้ครัวเรือนลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงการใช้ไฟฟ้าสูงสุด รวมทั้งการวิจัยพัฒนาและกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้าและมาตรฐานอาคารประหยัดพลังงาน ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน และการขนส่งระบบราง เพื่อให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถชะลอการลงทุนด้านการจัดหาพลังงานของประเทศ
๔.๔.๕ ส่งเสริมการจัดหาและการใช้พลังงานที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยกำหนดมาตรฐานด้านต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดโครงการกลไกการพัฒนาพลังงานที่สะอาด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก
๔.๕ นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
๔.๕.๑ พัฒนาโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมพื้นฐานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการสื่อสารอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรต่างๆสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารและความรู้ได้อย่างทั่วถึง และสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจฐานความรู้รวมทั้งพัฒนาบริการสื่อสารที่ทันสมัย เพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการให้บริการภาครัฐ บริการศึกษา บริการสาธารณสุข และโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
๔.๕.๒ พัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทั้งในด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ โดยสนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในภูมิภาค
๕. นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
๕.๑ คุ้มครองและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรธรณี ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งฟื้นฟูอุทยานทางทะเลอย่างเป็นระบบ เร่งจัดทำแนวเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยจัดแบ่งประเภทที่ดินระหว่างที่ดินของรัฐและเอกชนให้ชัดเจน เร่งประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์กำหนดเขตและส่งเสริมการปลูกป่า ป่าชุมชน เพิ่มฝายต้นน้ำลำธารและฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริส่งเสริมป่าเศรษฐกิจในพื้นที่ที่เหมาะสม ป้องกันการเกิดไฟป่า ปราบปรามการบุกรุกทำลายป่าอย่างจริงจัง ส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝกเพื่อลดการชะล้างพังทลายของดิน ลดการใช้สารเคมี และฟื้นฟูดินในบริเวณพื้นที่ที่ดินมีปัญหา รวมทั้งจัดให้มีระบบบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคเศรษฐกิจและการอุปโภคบริโภค
๕.๒ คุ้มครองและฟื้นฟูพื้นที่อนุรักษ์ที่มีความสำคัญเชิงระบบนิเวศ เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยสำรวจ จัดทำระบบฐานข้อมูล อนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน สุขภาพ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจบนฐานภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่มีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมรวมทั้งให้การคุ้มครองเพื่อให้เกิดความปลอดภัยทางชีวภาพ
๕.๓ จัดให้มีระบบการป้องกันรวมทั้งเตือนภัยและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติ โดยนำระบบข้อมูลภูมิสารสนเทศมาใช้กำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยหรือเตือนภัยพิบัติ พัฒนาระบบฐานข้อมูล และติดตั้งระบบเตือนภัย และจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานอันจำเป็นที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ที่มีความเปราะบางหรือเสี่ยงต่อภัยพิบัติอันเกิดจากภาวะโลกร้อน เช่น น้ำท่วม แผ่นดินหรือโคลนถล่ม น้ำแล้ง ตลอดจนธรณีพิบัติและการเกิดคลื่นยักษ์ในทะเล เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทุกแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ
๕.๔ ควบคุมและลดปริมาณของเสียที่กลายมาเป็นมลพิษทั้งในรูปขยะอัตรายมลพิษทางอากาศกลิ่นเสียงและน้ำเสียโดยส่งเสริมการผลิตและบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เกิดการใช้ซ้ำหรือหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ส่งเสริมการป้องกันมลพิษตั้งแต่จุดกำเนิด เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการบำบัดน้ำเสีย กำจัดขยะชุมชน และเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะการจัดให้มีศูนย์กำจัดขยะชุมชนกลางในทุกจังหวัด มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังสำหรับผู้ก่อมลพิษที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เร่งแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่ที่วิกฤตซ้ำซาก รวมทั้งสนับสนุนมาตรการจูงใจด้านภาษีและสิทธิต่าง ๆ กับผู้ประกอบการที่ร่วมโครงการแก้ไขปัญหาโลกร้อนและลดมลพิษ
๕.๕ พัฒนาองค์ความรู้ในการบริหารจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาที่ชุมชนและนักวิชาการในท้องถิ่น
มีส่วนร่วม และที่ภาคเอกชนสามารถนำไปใช้ รวมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างประหยัด และช่วยลดมลพิษ
๕.๖ ปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน ประชาชน และภาคีที่เกี่ยวข้อง ในรูปของสมัชชาสิ่งแวดล้อมมีส่วนร่วมบริหารจัดการ และจัดให้มีการใช้ระบบประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ เพื่อเป็นกลไกกำกับให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งสนองโครงการพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทุกโครงการอย่างจริงจัง
๖. นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม
๖.๑ ส่งเสริมและสนับสนุนโครงการวิจัยตามแนวพระราชดำริ
การวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งงานวิจัยขั้นพื้นฐาน และงานวิจัยประยุกต์ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และพัฒนาอุตสาหกรรม รวมทั้งเร่งรัดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในอนาคต อาทิ เทคโนโลยีสำหรับผู้พิการ เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีพลังงานทดแทน และเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง
๖.๒ เร่งรัดผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและบุคลากรด้านการวิจัยให้สามารถตอบสนองความต้องการของภาคการผลิต โดยพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ และมีหน่วยงานวิจัยที่สามารถรองรับบุคลากร
ได้อย่างเพียงพอ เช่น ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ศูนย์แห่งความเป็นเลิศ และอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น
๖.๓ ปฏิรูประบบการวิจัยและพัฒนาของประเทศ โดยจัดให้มีกองทุนวิจัยร่วมภาครัฐและเอกชนที่รัฐลงทุนร้อยละ ๕๐ และจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับภาคเอกชนที่เข้าร่วมงานวิจัย เพิ่มเติมงบประมาณด้านการวิจัยของประเทศ ปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานของงานวิจัยพื้นฐาน และการวิจัยและพัฒนาแบบครบวงจรที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ รายได้และการจ้างงาน และการเพิ่มมูลค่าสินค้า ทั้งนี้ให้มีโครงการวิจัยที่ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่เป็นรูปธรรมเช่นยาเคมีภัณฑ์วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ และสินค้าเกษตร โดยเชื่อมโยงระหว่างภาคเอกชน สถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัย ตลอดจนเครือข่ายวิสาหกิจ
๗. นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
๗.๑ พัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในทุกมิติและ
ทุกระดับ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีและการเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดเสถียรภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของภูมิภาค โดยส่งเสริมความร่วมมือในทุกสาขากับประเทศเพื่อนบ้านภายใต้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคต่าง ๆ และเร่งแก้ไขปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านโดยสันติวิธีบนพื้นฐานของสนธิสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
๗.๒ ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียน ในวาระที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนและบรรลุการจัดตั้งประชาคมอาเซียนตามกฎบัตรอาเซียนโดยให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกร่วมกันเคารพสิทธิมนุษยชน และผลักดันให้อาเซียนมีบทบาทนำที่สร้างสรรค์ในเวทีระหว่างประเทศ รวมทั้งขยายความร่วมมือกับประเทศในเอเชียอื่นๆภายใต้กรอบความร่วมมือต่าง ๆ ทั้งในภูมิภาคเอเชีย และระหว่างเอเชียกับภูมิภาคอื่น
๗.๓ ส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศมุสลิมและองค์กรมุสลิมระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
๗.๔ กระชับความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
กับประเทศที่มีบทบาทสำคัญของโลกและประเทศคู่ค้าของไทยในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อรักษาและขยายความร่วมมือทางการเมืองความมั่นคงเศรษฐกิจการค้าการเงินการลงทุน และการท่องเที่ยว รวมทั้งแสวงหาตลาดใหม่ เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านทรัพยากร วัตถุดิบ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่
๗.๕ ส่งเสริมการมีบทบาทร่วมกับประชาคมโลก ในเรื่องการกำหนดบรรทัดฐานระหว่างประเทศโดยเฉพาะเรื่องการค้าสินค้าเกษตรและกฎระเบียบด้านทรัพย์สินทางปัญญา การปกป้องรักษาและฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคง การส่งเสริมและคุ้มครองค่านิยมประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม การอนุรักษ์และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ตลอดจนร่วมมือในการแก้ไขประเด็นปัญหาข้ามชาติทุกด้านที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งส่งเสริมให้ไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงานสาขาขององค์การระหว่างประเทศ และมีความร่วมมือทางวิชาการกับประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้น
๗.๖ สนับสนุนการเข้าร่วมในข้อตกลงระหว่างประเทศทั้งทวิภาคีและพหุภาคีที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ เร่งรัดการให้สัตยาบันในข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้แล้ว และปรับปรุงแก้ไขข้อตกลงที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อประชาชนและสังคม
๗.๗ ส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในโลกที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เพื่อก่อให้เกิดฉันทามติในการกำหนดนโยบายและดำเนินนโยบายต่างประเทศ
๗.๘ สร้างความเชื่อมั่นของต่างประเทศต่อประเทศไทยและ
การเข้าถึงระดับประชาชน โดยส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องและความเชื่อมั่นของ
นานาประเทศ ต่อการเมืองและเศรษฐกิจไทย เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย และสนับสนุนการเข้าถึงในระดับประชาชนกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชน รัฐบาล และประชาคมระหว่างประเทศมีทัศนคติในทางบวกต่อประเทศและประชาชนไทย
๗.๙ คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย
แรงงานไทย และภาคธุรกิจเอกชนไทยในต่างประเทศ และสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนไทยในต่างประเทศ
๘. นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
๘.๑ ประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน
๘.๑.๑ สนับสนุนการกระจายอำนาจทางการคลังสู่ท้องถิ่น
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น โดยมีการปรับปรุงกฎหมายเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นจัดเก็บรายได้จากภาษีอากร และค่าธรรมเนียมได้มากขึ้นเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดบริการสาธารณะที่ได้มาตรฐานและตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยคำนึงถึงความจำเป็นและเหมาะสมตามศักยภาพของท้องถิ่น
๘.๑.๒ สนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ยึดหลักธรรมาภิบาลและปรับระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ความรับผิดชอบต่อชุมชน และมีความโปร่งใสมากขึ้น โดยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล และมีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผนและการทำงาน ตลอดจนการจัดบริการสาธารณะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และร่วมติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของท้องถิ่น
๘.๑.๓ ปรับบทบาทและภารกิจการบริหารราชการระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน เพื่อสามารถดำเนินภารกิจที่สนับสนุนเชื่อมโยงกัน และประสานการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการเร่งรัดการดำเนินการถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ตามกฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้มีการติดตามประเมินผลและรายงานผลอย่างต่อเนื่อง
๘.๑.๔ บูรณาการความเชื่อมโยงของการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคสู่ท้องถิ่นโดยสนับสนุนการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ ผ่านกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดที่สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาล แผนยุทธศาสตร์ระดับชาติและระดับภาค ตลอดจนเชื่อมโยงกับแผนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและแผนชุมชนโดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในทุกขั้นตอนของการจัดทำแผน
๘.๑.๕ สนับสนุนให้มีการบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ให้สอดรับกับระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ โดยสนับสนุนให้ท้องถิ่นที่มีศักยภาพและความพร้อมจัดตั้งเป็นมหานคร
๘.๑.๖ สร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐพร้อมทั้งพัฒนาความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของประชาชน ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตลอดจนสนับสนุนการสร้างค่านิยมของสังคมให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและถูกต้องชอบธรรม และส่งเสริมเสรีภาพในการรวมกลุ่มของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
๘.๑.๗ จัดระบบงานให้มีความยืดหยุ่นคล่องตัวรวดเร็ว
มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และส่งเสริมพัฒนาระบบบริหารผลงานและสมรรถนะของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการส่งมอบบริการสาธารณะ พร้อมทั้งการพัฒนาข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการรุ่นใหม่ที่จะต้องเป็นกำลังสำคัญของภาคราชการในอนาคต
๘.๑.๘ ปรับเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เหมาะสมกับความสามารถ และประสิทธิภาพของผู้ปฏิบัติงานในลักษณะที่อาจแตกต่างกันตามพื้นที่ ตามการแข่งขันของการจ้างงานในแต่ละสายอาชีพที่เหมาะสม และตามความจำเป็นเพื่อรักษาคนเก่งคนดีไว้ในราชการรวมทั้งการสร้างความสมดุลของคุณภาพชีวิตข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีขวัญกำลังใจที่จะปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
๘.๒ กฎหมายและการยุติธรรม
๘.๒.๑ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยและเปิดช่องให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบหรือทำให้เกิดประโยชน์ทับซ้อนรวมทั้งออกกฎหมายใหม่ๆเพื่อป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบขยายและยกเลิกอายุความในคดีอาญาบางประเภทและคดีทุจริต ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในทุกระดับอย่างจริงจัง และสนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมากขึ้น ส่งเสริมคุณธรรมคู่ความรู้ทั้งในและนอกสถานศึกษาเพื่อปลูกฝังค่านิยม “คนไทยต้องไม่โกง”
๘.๒.๒ พัฒนากระบวนการยุติธรรมให้มีระบบการอำนวย
ความยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกกลุ่ม โดยส่งเสริมให้มีการนำหลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และหลักการระงับข้อพิพาททางเลือกมาใช้ในการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ให้มีการจัดตั้งองค์กรประนอมข้อพิพาท มีกระบวนการชะลอการฟ้องสำหรับคดีประมาท คดีลหุโทษ และคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปีเป็นอย่างน้อย มีระบบหรือกระบวนการให้สามารถพิจารณาคดีได้รวดเร็วและเป็นธรรมมากขึ้น
๘.๒.๓ พัฒนากฎหมายให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม และการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลปรับระบบงานและกระบวนการให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมทั้งนี้จะเร่งดำเนินการจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย และองค์กรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายของหน่วยงานของรัฐในการให้ความเห็นหรือตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐให้เป็นไปโดยถูกต้องตามหลักนิติธรรม
๘.๒.๔ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการยุติธรรมให้มากขึ้น ภายใต้การใช้อาสาสมัครเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นป้องกันอาชญากรรม การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การตรวจสอบการใช้อำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐส่งเสริมให้ผู้กระทำความผิดที่พ้นโทษสามารถกลับสู่ชุมชนมาใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างปกติสุขตลอดจนจัดให้มีบริการด้านทนายและการปรึกษาทางกฎหมายแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย
๘.๒.๕ พัฒนาระบบและวิธีการปฏิบัติในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดที่เป็นเด็กหรือเยาวชนและผู้ใหญ่ให้มีความหลากหลายและเหมาะสมต่อกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้รับโอกาสในการแก้ไขฟื้นฟูและสามารถกลับตนเป็นพลเมืองดี ไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก บนพื้นฐานของสิทธิและเสรีภาพที่ผู้กระทำความผิดพึงได้รับ
๘.๒.๖ สนับสนุนและพัฒนาตำรวจให้มีประสิทธิภาพ
มีความโปร่งใส และเป็นตำรวจมืออาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี รวมทั้งดำเนินการให้มีการกระจายอำนาจของตำรวจทั้งในส่วนที่ไม่ใช่ภารกิจหลักและกระจายอำนาจการบริหารไปยังส่วนภูมิภาคเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดความโปร่งใส สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตาม ประเมินผลการทำงานของตำรวจอัยการ และผู้ใช้อำนาจรัฐอื่น ๆ
๘.๓ สื่อและการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
๘.๓.๑ ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ และเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารสาธารณะจากทางราชการ และสื่อสาธารณะอื่นได้อย่างกว้างขวาง เป็นธรรม และรวดเร็ว รวมทั้งให้กลไกภาครัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกมิติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
๘.๓.๒ ปรับปรุงกลไกการสื่อสารภาครัฐให้ดำรงบทบาทสื่อ
เพื่อประโยชน์สาธารณะและสร้างความสมานฉันท์ในชาติ
๘.๓.๓ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ต่ำ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
๘.๓.๔ จัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ เพื่อให้สื่อมีเสรี ปราศจากการแทรกแซง และมีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งยกเลิกและปรับปรุงกฎหมายที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และสื่อมวลชนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอย่างจริงจังโดยรัฐบาลขอชี้แจงว่าการกำหนดนโยบายของรัฐบาลที่กราบเรียนมาแล้วนี้ จะเป็นแนวทางดำเนินการในระยะเวลา ๓ ปี ตามความเร่งด่วนของการแก้ไขปัญหาของประเทศ รวมทั้งจะเป็นการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามบทบัญญัติในหมวด๕ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนอกจากนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และดำเนินนโยบายจนบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ได้ รัฐบาลจะดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายที่ต้องตราขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กฎหมายที่สนับสนุนการดำเนินการตามนโยบายและการสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชน และการปรับปรุงหรือกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐ พัฒนาระบบการบริหารจัดการ ตลอดจนดำเนินการทุกประการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพและสามารถบรรลุผลในทางปฏิบัติ เพื่อประโยชน์แก่การพัฒนาประเทศ โดยถือเป็นนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนี้ด้วย
เมื่อการแถลงนโยบายนี้เสร็จสิ้นแล้ว รัฐบาลจะได้เร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรม โดยจัดทำรายละเอียดของแผนปฏิบัติการ ประกอบด้วย แผนการบริหารราชการแผ่นดิน แผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการต่าง ๆ และแผนการตรากฎหมายไว้เป็นคู่มือและแนวทางการทำงานต่อไป
รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นแก่รัฐสภาอันเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินว่าจะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และยึดประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยเป็นที่ตั้งอย่างแท้จริง
๑. นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก
๒. นโยบายความมั่นคงของรัฐ
๓. นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต
๔. นโยบายเศรษฐกิจ
๕. นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
๖. นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม
๗. นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
๘. นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
คำแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
แถลงต่อรัฐสภาท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้กระผมเป็นนายกรัฐมนตรี
ตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๑๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ นั้น
บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว โดยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและครอบคลุมถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามบทบัญญัติในหมวด๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยคณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายดังกล่าวต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้ทราบถึงแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินที่รัฐบาลจะดำเนินการเพื่อนำสังคมไทยกลับคืนสู่ความสมัครสมานสามัคคีเอื้ออาทรและคนไทยมีความสุขถ้วนหน้า พร้อมทั้งนำประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญเพื่อให้สามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
รัฐบาลนี้เข้าบริหารประเทศในช่วงที่สังคมไทยมีความขัดแย้งและมีความแตกแยก เนื่องจากมีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องการเมืองและการบริหารประเทศ ความขัดแย้งดังกล่าวระหว่างกลุ่มประชาชนได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนส่งผลให้การบริหารบ้านเมืองในช่วงที่ผ่านมาขาดความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศในเรื่องต่าง ๆ ที่มีความสำคัญเร่งด่วน และมีผลกระทบต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นจุดอ่อนของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตที่มีความรุนแรงมากที่สุดในรอบศตวรรษวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้เริ่มต้นจากวิกฤตการณ์สถาบันการเงินในประเทศหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งได้ส่งผลเชื่อมโยงถึงระบบการเงินของประเทศต่าง ๆ ในโลก ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ได้มีผลต่อสถาบันการเงินของประเทศไทยโดยตรงแต่ก็มีผลกระทบให้เกิดการคลื่อนย้ายเงินทุนของต่างชาติออกจากประเทศในช่วงดังกล่าว และส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เข้าสู่จุดต่ำสุดในรอบ ๕ ปีเมื่อเดือนตุลาคม
ความเสียหายต่อระบบการเงินอย่างรุนแรงได้ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศในยุโรป เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และขณะนี้หลายอุตสาหกรรมใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ การบิน และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น กำลังประสบปัญหาทางการเงินถึงขั้นที่อาจจะล้มละลาย และได้มีการปลดคนงานออกแล้วเป็นจำนวนหลายล้านคน เศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ดังจะเห็นได้จาก มูลค่าการส่งออกในเดือนพฤศจิกายนในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ ๑๘.๖ และปริมาณการส่งออกลดลงร้อยละ ๒๒.๖ จำนวนนักท่องเที่ยวในเดือนกันยายนลดลงร้อยละ ๑๖.๕ เทียบกับเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมา ยอดมูลค่าการส่งเสริมการลงทุนในช่วง ๑๑ เดือนลดลงประมาณร้อยละ ๔๐ และภาคการก่อสร้างอยู่ในภาวะหดตัว รวมถึงประมาณการรายได้ของรัฐบาลในรูปภาษีและรายได้อื่น ๆ ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ มีแนวโน้มจะปรับลดลงจากประมาณการเดิมประมาณร้อยละ ๑๐ ในปี ๒๕๕๒ เศรษฐกิจโลกโดยรวมมีแนวโน้มจะขยายตัวได้เพียงเล็กน้อย ดังนั้นประเทศไทยจะเผชิญกับการชะลอตัวของการส่งออก การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ การลดลงของราคาสินค้าเกษตร และการชะลอการลงทุนของภาคเอกชน ดังนั้นแนวโน้มจำนวนคนว่างงานจะเพิ่มขึ้นจาก๕แสนคนในปัจจุบันเป็น๑ล้านคน อันจะส่งผลให้ความยากจน ปัญหาสังคมและอาชญากรรมเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งขยายไปสู่ความขัดแย้งในภาคประชาชนในช่วงที่ผ่านมาซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขและฟื้นฟูความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว จะทำให้เศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวของประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอย
นอกจากปัญหาสำคัญเร่งด่วนดังกล่าวแล้ว รัฐบาลจะให้ความสำคัญแก่ปัญหาพื้นฐานระยะยาวของประเทศไทยซึ่งเป็นสิ่งที่จะละเลยมิได้ ในปัจจุบันคนไทยยังมีการศึกษาโดยเฉลี่ยประมาณ๙ปีน้อยกว่าประเทศในแถบเอเชียซึ่งมีการศึกษาเฉลี่ยประมาณ๑๐ ถึง ๑๒ ปี คุณภาพของการศึกษายังมีปัญหาส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนต่ำกว่ามาตรฐานในวิชาสำคัญ เช่น ภาษาไทยภาษาอังกฤษคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ก็มีปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และหัวใจ ซึ่งโรคเหล่านี้รักษาให้หายได้ยากและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และยาเสพติดยังคงเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย รวมทั้งความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งในเมืองและชนบทยังคงทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยและความสามารถ
ในการแข่งขันของประเทศ
ดังนั้นรัฐบาลจะดำเนินนโยบายในด้านต่าง ๆ ควบคู่กันไปกับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เพื่อให้มีการพัฒนาที่ยั่งยืนเช่นการเตรียมการสำหรับสังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน ความมั่นคงของอาหารและพลังงานของประเทศ การสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้และการสร้างสรรค์การแก้ไขความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ การพัฒนาธรรมาภิบาล การพัฒนาพื้นที่และกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การสร้างบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาค และการร่วมมือในการพัฒนาอย่างสันติกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น
รัฐบาลถือเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องนำประเทศไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังเกิดขึ้นและพัฒนาไปสู่การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน แก้ไขวิกฤตทางสังคมที่มีความแตกแยกและพัฒนาให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ยุติวิกฤตทางการเมืองและปฏิรูปการเมืองให้มีความมั่นคงตามแนวทางระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในการนี้รัฐบาลจะดำเนินการให้บรรลุภารกิจดังกล่าวภายใต้แนวทางพื้นฐานหลัก ๔ ประการ คือ
หนึ่ง ปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความมั่นคงในการเป็นศูนย์รวมจิตใจและความรักสามัคคีของคนในชาติและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เหนือความขัดแย้งทุกรูปแบบ พร้อมทั้งดำเนินการทุกวิถีทางอย่างจริงจังเพื่อป้องกันมิให้มีการล่วงละเมิดพระบรมเดชานุภาพ
สอง สร้างความปรองดองสมานฉันท์ บนพื้นฐานของความถูกต้อง ยุติธรรมและการยอมรับของทุกภาคส่วน
สาม ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ให้ขยายตัวอย่างยั่งยืน และบรรเทาผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจที่ประชาชนจะประสบ
สี่ พัฒนาประชาธิปไตยและระบบการเมือง ให้มีความมั่นคง มีการปฏิบัติตามกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค เป็นธรรม และเป็นที่ยอมรับของสากล
รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินโดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการใช้คุณธรรมนำความรู้และจะปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างเคร่งครัด โดยแบ่งการดำเนินการเป็น ๒ ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการและมีกำหนดเวลาแล้วเสร็จในปีแรกอย่างชัดเจน และระยะการบริหารราชการ ๓ ปีของรัฐบาลซึ่งมีกำหนดเริ่มต้นตั้งแต่ปีแรกเป็นต้นไป ดังต่อไปนี้
๑. นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก
๑.๑ การสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ภาคประชาชนและเอกชนในการลงทุนและการบริโภค
๑.๑.๑ เสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติให้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยใช้แนวทางสันติ รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชาติในทุกกรณี รวมทั้งฟื้นฟูระเบียบสังคมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายตลอดจนสนับสนุนองค์กรตามรัฐธรรมนูญให้มีส่วนร่วมในการสร้างความสมานฉันท์ ภายใต้กรอบของบทบาท อำนาจและหน้าที่ขององค์กร
๑.๑.๒ จัดให้มีสำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นองค์กรถาวรเพื่อทำหน้าที่แก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยยึดมั่นหลักการสร้างความสมานฉันท์และแนวทาง “เข้าใจเข้าถึงพัฒนา”ใช้กระบวนการยุติธรรมกับผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม กำหนดจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตพัฒนาพิเศษที่มีการสนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สิทธิพิเศษด้านภาษี และอุตสาหกรรมฮาลาล รวมทั้งสนับสนุนให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษที่มีความยืดหยุ่นและหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม
๑.๑.๓ ปฏิรูปการเมือง โดยจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางการดำเนินการปฏิรูปโดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเพื่อวางระบบการบริหารประเทศให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ ในแนวทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพสังคมไทย รวมทั้งสามารถสนองตอบต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นไปตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
๑.๑.๔ เร่งสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาของชาวโลก โดยให้ความสำคัญต่อกรอบความร่วมมืออาเซียนเป็นลำดับแรก และร่วมมือกับรัฐสภาในการพิจารณาอนุมัติเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ประเทศไทยในฐานะสมาชิกประชาคมอาเซียนจะต้องลงนามในช่วงของการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม ๒๕๕๒ และเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ ๑๔ ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน
๑.๑.๕ ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหาเป็นการเร่งด่วน โดยจัดทำเป็นแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นที่ครอบคลุมภาคเกษตรและเกษตรกร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการและการท่องเที่ยวภาคการส่งออกภาคอสังหาริมทรัพย์ การสร้างงานและสร้างรายได้ในชนบท การพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติและฟื้นฟูทรัพยากร ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม ๒๕๕๒ พร้อมทั้งจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเม็ดเงินของรัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและเพื่อให้สามารถบรรเทาภาวะความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจได้
๑.๑.๖ เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติและเร่งรัดมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการประชาสัมพันธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติส่งเสริมการท่องเที่ยวของคนไทยในประเทศ และปรับแผนงบประมาณของส่วนราชการที่ได้รับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ อยู่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดการฝึกอบรมและสัมมนาให้กระจายทั่วประเทศรวมทั้งลดหย่อนค่าธรรมเนียมและค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดให้มีการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
๑.๑.๗ เร่งลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยให้ความสำคัญแก่โครงการลงทุนที่มีความคุ้มค่ามากที่สุดเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างระบบบริการสุขภาพที่มุ่งสู่การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ การลงทุนพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและการชลประทาน ให้สามารถเริ่มดำเนินโครงการได้ในปี ๒๕๕๒ โดยให้ความสำคัญแก่การมีส่วนร่วมของประชาชน การรักษาสิ่งแวดล้อม การดำเนินงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการรักษาวินัยการคลังของประเทศ รวมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ
๑.๒ การรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชน
๑.๒.๑ ร่วมมือกับภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการชะลอการเลิกจ้างและป้องกันการขยายตัวของการเลิกจ้างในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดย่อมโดยใช้มาตรการจูงใจเพื่อลดภาระของภาคเอกชนในการชะลอการเลิกจ้างงาน
๑.๒.๒ ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้า เพื่อรองรับปัญหาแรงงานว่างงานจากภาคอุตสาหกรรมและนักศึกษาจบใหม่ โดยจัดโครงการฝึกอบรมแรงงานที่ว่างงานประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน ในระยะเวลา ๑ ปี ตามกลุ่มความถนัดและศักยภาพ และรองรับแรงงานกลับสู่ภูมิลำเนา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่วิสาหกิจและธุรกิจชุมชน
๑.๒.๓ เร่งรัดดำเนินการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ถูกเลิกจ้างและผู้ว่างงานอันเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจ โดยการดูแลให้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงจะได้ตามกฎหมายโดยเร็วการหางานใหม่การส่งเสริมอาชีพอิสระ การสร้างงาน และการเพิ่มพูนทักษะเพื่อปรับเปลี่ยนอาชีพ รวมทั้งการจัดสวัสดิการที่จำเป็น เช่น การเพิ่มวงเงินให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างและการดำเนินโครงการสานฝันแรงงานคืนถิ่น ซึ่งรวมถึงการสร้างงานและจัดที่ทำกิน ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับแรงงานนอกภาคเกษตรที่ถูกเลิกจ้างให้คืนสู่ภาคเกษตร
๑.๒.๔ สร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ หรือไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ โดยจัดสรรเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปที่แสดงความจำนงโดยการขอขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับการสงเคราะห์ รวมทั้งขยายเพดานให้กู้ยืมจากกองทุนผู้สูงอายุเป็น ๓๐,๐๐๐ บาทต่อราย
๑.๒.๕ เพิ่มมาตรการด้านการคลัง เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ของประชาชนและกระตุ้นธุรกิจในสาขาที่ได้รับผลกระทบ
๑.๒.๖ สร้างรายได้และศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก โดยการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง และจัดสรรเงินเพิ่มเติมให้จากวงเงินที่เคยจัดสรรให้เดิม เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชน ลดต้นทุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตร รวมทั้งเร่งรัดและลดขั้นตอนของภาครัฐเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้อย่างรวดเร็ว
๑.๒.๗ ดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรผ่านกลไกและเครื่องมือของรัฐให้มีประสิทธิภาพ และเร่งสร้างระบบประกันความเสี่ยงทางการเกษตร ทั้งระบบประกันความเสี่ยงราคาพืชผลผ่านกลไกตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตรและระบบประกันภัยพืชผลอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ
๑.๒.๘ เร่งรัดและพัฒนาตลาดและระบบการกระจายสินค้าของสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติเพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายและวางแผนพัฒนาการเกษตรอย่างเป็นระบบ และมีระบบการคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรรวมทั้งพัฒนาความเข้มแข็งของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน
๑.๒.๙ ส่งเสริมบทบาทอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศให้ปฏิบัติงานเชิงรุก ในการส่งเสริมสุขภาพในท้องถิ่นและชุมชน การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ การดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล และการเฝ้าระวังโรคในชุมชน โดยจัดให้มีสวัสดิการค่าตอบแทนให้แก่อสม.เพื่อสร้างแรงจูงใจหนุนเสริมให้ปฏิบัติงานได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ
๑.๓ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
๑.๓.๑ ให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี๑๕ปี โดยสนับสนุนตำราในวิชาหลักให้แก่ทุกโรงเรียน จัดให้มีชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนฟรีให้ทันปีการศึกษา ๒๕๕๒ และสนับสนุนค่าใช้จ่ายอื่นๆเพื่อชดเชยรายการต่างๆ ที่โรงเรียนเรียกเก็บจากผู้ปกครอง
๑.๓.๒ กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการ
ที่มีความจำเป็นต่อการครองชีพให้มีราคาที่เป็นธรรมสะท้อนต้นทุนอย่างเหมาะสมและไม่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค
๑.๓.๓ ดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ในส่วนของการเดินทาง ก๊าซหุงต้ม และบริการด้านสาธารณูปโภค โดยปรับปรุงมาตรการที่มีอยู่เดิมให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจและอยู่บนหลักการของการใช้และบริโภคอย่างประหยัด
๑.๓.๔ ใช้กองทุนน้ำมันในการรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและ
การใช้น้ำมันอย่างประหยัด
๑.๔ จัดตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ(กรอ.)เพื่อเร่งรัดติดตาม แก้ไขปัญหา ลดขั้นตอนในการปฏิบัติ และกำหนดมาตรการและโครงการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะเร่งด่วน
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
ในส่วนของนโยบายที่จะดำเนินการภายในช่วงระยะเวลา ๓ ปีของรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลจะดำเนินนโยบายหลักในการบริหารประเทศซึ่งปรากฏตามนโยบายข้อที่ ๒ ถึงข้อที่ ๘ ดังต่อไปนี้
๒. นโยบายความมั่นคงของรัฐ
๒.๑ ปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความมั่นคง
ในการเป็นศูนย์รวมจิตใจและความรักสามัคคีของคนในชาติโดยการเสริมสร้างจิตสำนึกให้มีความจงรักภักดีเทิดทูนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์รวมทั้งป้องกันอย่างจริงจังมิให้มีการล่วงละเมิดพระบรมเดชานุภาพ
๒.๒ เสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศให้มี
ความพร้อมในการรักษาเอกราชอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนรวมทั้งการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติโดยการเตรียมความพร้อมของกองทัพการฝึกกำลังพลให้เกิดความชำนาญในการปฏิบัติภารกิจ และการจัดงบประมาณให้สอดคล้องกับภารกิจของแต่ละเหล่าทัพ ตลอดจนจัดให้มีแผนการสำรองอาวุธและพลังงานเพื่อความมั่นคงสนับสนุนและส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อให้สามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ได้เอง ปรับสิทธิประโยชน์กำลังพล เบี้ยเลี้ยงและค่าเสบียงสนามของทหารหลักและทหารพราน รวมทั้งสวัสดิการของกำลังพลให้สอดคล้อง
กับสภาวะเศรษฐกิจ พัฒนาความร่วมมือทางการทหารกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศอื่น ๆ และส่งเสริมบทบาทในการรักษาสันติภาพของโลกภายใต้กรอบสหประชาชาติ
๒.๓ เสริมสร้างสันติภาพของการอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการเจรจาโดยสันติวิธี ให้ความสำคัญกับการสำรวจและการปักปันเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างถูกต้องตามข้อตกลงและสนธิสัญญา ประสานงานและร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รวมทั้งเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในบริเวณชายแดน
๒.๔ แก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองทั้งระบบไม่ให้มีผลกระทบต่อความมั่นคง โดยการปรับปรุงระบบการเข้าเมือง การจัดระเบียบชายแดน และการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว รวมทั้งการแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลที่ชัดเจน บนความสมดุลระหว่างการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลกับการรักษาความมั่นคงของชาติ
๒.๕ เสริมสร้างศักยภาพในการจัดการกับปัญหาภัยคุกคามข้ามชาติ โดยให้ความสำคัญแก่การพัฒนาระบบและกลไกต่าง ๆ ให้พร้อมที่จะป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ รวมทั้งพัฒนากฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับนานาประเทศ และส่งเสริมการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้กรอบสหประชาชาติ
๓. นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต
๓.๑ นโยบายการศึกษา
๓.๑.๑ ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบโดยปฏิรูปโครงสร้างและ
การบริหารจัดการ ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และระดมทรัพยากรเพื่อการปรับปรุงการบริหารจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษา พัฒนาครู พัฒนาระบบการคัดเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัยพัฒนาหลักสูตรรวมทั้งปรับหลักสูตรวิชาแกนหลักรวมถึงวิชาระวัติศาสตร์ ปรับปรุงสื่อการเรียนการสอน พัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ ปรับบทบาทการศึกษานอกโรงเรียนเป็นสำนักงานการศึกษาตลอดชีวิตและจัดให้มีศูนย์การศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ตลอดจนส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่เป้าหมายคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นคุณธรรมนำความรู้อย่างแท้จริง
๓.๑.๒ ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาเพื่อให้สนองตอบความต้องการ
ด้านบุคลากรของภาคเศรษฐกิจพัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ได้ครูดี ครูเก่ง มีคุณธรรมมีคุณภาพและมีวิทยฐานะสูงขึ้นลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนตามโครงการคืนครูให้นักเรียน มีการดูแลคุณภาพชีวิตของครูด้วยการปรับโครงสร้างหนี้และจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตครู ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เน้นการพัฒนาเนื้อหาสาระและบุคลากรให้พร้อมรองรับและใช้ประโยชน์จากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างคุ้มค่า
๓.๑.๓ จัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี ๑๕ ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายพร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้เกิดความเสมอภาคและความเป็นธรรมในโอกาสทางการศึกษาแก่ประชากรในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทั้งผู้ยากไร้ผู้พิการหรือทุพพลภาพผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากผู้บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา และชนต่างวัฒนธรรม รวมทั้งยกระดับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชน
๓.๑.๔ ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาไปสู่ความเป็นเลิศโดยการจัดกลุ่มสถาบันการศึกษาตามศักยภาพ ปรับเงินเดือนค่าตอบแทนของผู้สำเร็จการศึกษาระดับอาชีวศึกษาให้สูงขึ้นโดยภาครัฐเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างของการใช้ทักษะอาชีวศึกษาเป็นเกณฑ์กำหนดค่าตอบแทนและความก้าวหน้าในงาน ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้วยการเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา
๓.๑.๕ ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ให้มีการประนอมและไกล่เกลี่ยหนี้รวมทั้งขยายกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและปริญญาตรีเพิ่มขึ้นส่งเสริมให้เด็กเยาวชนและประชาชนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาดเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้
๓.๑.๖ เร่งรัดการลงทุนด้านการศึกษาและการเรียนรู้อย่างบูรณาการในทุกระดับการศึกษาและในชุมชน โดยใช้พื้นที่และโรงเรียนเป็นฐานในการบูรณาการทุกมิติ และยึดเกณฑ์การประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นหลักในการยกระดับคุณภาพโรงเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และส่งเสริมความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาและวิจัยพัฒนาในภูมิภาค รวมทั้งเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตในชุมชน โดยเชื่อมโยงบทบาทสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และสถาบันทางศาสนา
๓.๒ นโยบายแรงงาน
๓.๒.๑ ดำเนินการให้แรงงานทั้งในและนอกระบบได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานแรงงานไทย โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพการจ้างงาน โดยการส่งเสริมให้สถานประกอบการผ่านการทดสอบและรับรองตามมาตรฐานระบบการจัดการปฏิบัติต่อแรงงานด้านสิทธิและคุ้มครองให้เป็นไปตามมาตรฐานแรงงานสากล
๓.๒.๒ ปฏิรูประบบประกันสังคมให้มีความเข้มแข็งมั่นคงให้มีการบริหารจัดการที่เป็นอิสระ โปร่งใส และขยายความคุ้มครองถึงบุตรและคู่สมรสของผู้ประกันตนในเรื่องการเจ็บป่วย รวมทั้งเพิ่มสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกันตน
๓.๒.๓ พัฒนาและฝึกอบรมแรงงานทุกระดับให้มีความรู้และทักษะฝีมือที่มีมาตรฐานสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยการเพิ่มขีดความสามารถของสถาบันและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานที่มีอยู่ทั่วประเทศให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นในการฝึกอบรมฝีมือแรงงานด้วยการระดมการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนในลักษณะโรงเรียนในโรงงานและการบูรณาการกับสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาฝีมือแรงงาน ส่งเสริมให้แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยการสนับสนุนด้านสินเชื่อการไปทำงานในต่างประเทศ การฝึกอบรมทักษะฝีมือและทักษะการใช้ภาษา การสร้างหลักประกันการคุ้มครองดูแลการจัดส่งแรงงานไปทำงานในต่างประเทศ และการติดตามดูแลมิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบระหว่างการทำงานในต่างประเทศ
๓.๒.๔ สนับสนุนสวัสดิการด้านแรงงานโดยจัดตั้งสถาบัน
ความปลอดภัยในการทำงานจัดให้มีสถานดูแลเด็กอ่อนในสถานประกอบการและเพิ่มศักยภาพกองทุนเงินทดแทนในการดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน รวมทั้งจัดระบบดูแลด้านสวัสดิการแรงงานของกลุ่มแรงงานนอกระบบ และส่งเสริมระบบแรงงานสัมพันธ์ในระบบไตรภาคี เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกจ้าง นายจ้าง และภาครัฐ
๓.๒.๕ จัดระบบการจ้างงานแรงงานต่างด้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิต ไม่กระทบต่อการจ้างแรงงานไทย และความมั่นคงของประเทศ โดยการจัดจำแนกประเภทงานที่อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวทำและการจัดระบบการนำเข้าแรงงานต่างด้าวการขจัดปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และการจัดทำทะเบียนแรงงานต่างด้าวและระบบการตรวจสอบที่สะดวกต่อการควบคุม
๓.๒.๖ ส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุและคนพิการโดยการกำหนดให้มีรูปแบบที่หลากหลาย เหมาะสมตามความสามารถของผู้สูงอายุและคนพิการ อาทิ การทำงานแบบบางเวลา การทำงานชั่วคราว การทำงานแบบสัญญาระยะสั้น รวมทั้งการขยายโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน
๓.๓ นโยบายด้านสาธารณสุข
๓.๓.๑ สนับสนุนการดำเนินการตามแนวทางของกฎหมาย
สุขภาพแห่งชาติ โดยเร่งดำเนินมาตรการสร้างเสริมสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพและการเจ็บป่วยเรื้อรัง โดยประสานความร่วมมือและการมีส่วนร่วมจากภาคีพัฒนาในสาขาต่าง ๆ ตลอดจนภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุข ร่วมสร้างความรู้ ความเข้าใจ สร้างแรงจูงใจ รณรงค์ให้เกิดการพัฒนาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอนามัย รวมทั้งส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยจัดสรรทุนให้เพื่อกลับมาทำงานในท้องถิ่น
๓.๓.๒ สร้างขีดความสามารถในการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค วินิจฉัย และดูแลรักษาพยาบาลอย่างเป็นระบบเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วนทุกสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันปัญหาการป่วยและตายด้วยโรคอุบัติใหม่ที่รวมถึงโรคที่มีการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ และโรคระบาดซ้ำในคน อย่างทันต่อสถานการณ์
๓.๓.๓ ปรับปรุงระบบบริการด้านสาธารณสุข โดยลงทุนพัฒนาระบบบริการสุขภาพของภาครัฐในทุกระดับให้ได้มาตรฐาน ยกระดับสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล และพัฒนาระบบเครือข่ายการส่งต่อในทุกระดับให้มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกันทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพมีคุณภาพอย่างเพียงพอ ทั่วถึง มีทางเลือกหลากหลายรูปแบบและครอบคลุมได้ถึงการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ
๓.๓.๔ ลงทุนผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ควบคู่กับการสร้างขวัญกำลังใจให้มีความก้าวหน้าในอาชีพ มีการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อให้มีรายได้จากเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่เหมาะสม เป็นธรรม รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพด้านการแพทย์ มีการกระจายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ ตลอดจนการลงทุนพัฒนาและเชื่อมโยงระบบข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศด้านสุขภาพให้ทันสมัย มีมาตรฐาน สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างคุ้มค่า
๓.๓.๕ ผลักดันการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาลในระดับนานาชาติ โดยมียุทธศาสตร์การบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม มีการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมทั้งปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
๓.๔ นโยบายศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม
๓.๔.๑ ส่งเสริมการทำนุบำรุงและรักษาศิลปวัฒนธรรมไทยทุกด้าน รวมทั้งศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย ให้มีความก้าวหน้า มีการค้นคว้า วิจัย ฟื้นฟู และพัฒนาพร้อมทั้งฟื้นฟูต่อยอดแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
๓.๔.๒ เสริมสร้างบทบาทของสถาบันครอบครัวร่วมกับ
สถาบันทางศาสนา สถาบันการศึกษา และสถาบันทางสังคมอื่น ๆ ในการปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึกที่ดีและการเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมที่มีผลกระทบต่อการเบี่ยงเบนพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน รวมทั้งสนับสนุนการผลิตสื่อสร้างสรรค์สร้างกระแสเชิงบวกให้แก่สังคมและเปิดพื้นที่สาธารณะที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชน
๓.๔.๓ สนับสนุนการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งความหลากหลายของศิลปะและวัฒนธรรมไทยทั้งที่เป็นวิถีชีวิต ค่านิยมที่ดีงาม และความเป็นไทยเพื่อการศึกษาเรียนรู้และเผยแพร่สู่สังคมโลกตลอดจนใช้ประโยชน์เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชาวโลกและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ
๓.๔.๔ ส่งเสริมการปรับปรุงองค์กรและกลไกที่รับผิดชอบ
ด้านศาสนาเพื่อให้การบริหารจัดการส่งเสริมทำนุบำรุงศาสนามีความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพรวมทั้งส่งเสริมความเข้าใจอันดีและสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา เพื่อนำหลักธรรมของศาสนามาใช้ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนใช้หลักธรรมในการดำรงชีวิตมากขึ้น
๓.๕ นโยบายสวัสดิการสังคม และความมั่นคงของมนุษย์
๓.๕.๑ แก้ไขปัญหาความยากจนโดยการจัดหาที่ดินทำกินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้เช่นการปลูกป่าสร้างความเข้มแข็งของกองทุนหมู่บ้านและแหล่งเงินทุนอื่น ๆ ในระดับชุมชน ให้มีกลไกที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และให้ชุมชนสามารถตัดสินใจและนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนได้
๓.๕.๒ ปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน เพื่อนำไปสู่การลดหนี้ หรือยืดเวลาชำระหนี้ หรือลดอัตราดอกเบี้ย หรือพักชำระดอกเบี้ย
๓.๕.๓ เร่งรัดปรับปรุงแก้ไขปัญหาคุณภาพการอยู่อาศัยคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมชุมชน โดยเฉพาะชุมชนผู้มีรายได้น้อยให้ดียิ่งขึ้น โดยปรับปรุงคุณภาพและขยายการให้บริการสาธารณูปโภคให้ทั่วถึง ปรับปรุงการบริหารจัดการองค์กรภาครัฐด้านการเคหะและการอยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร รวมถึงพิจารณาจัดตั้งองค์กรในลักษณะดังกล่าวเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของชุมชนผู้มีรายได้น้อยให้ดียิ่งขึ้น
๓.๕.๔ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเน้นบทบาทของสถาบันทางสังคมชุมชนและเป็นเครือข่ายในการคุ้มครองทางสังคมและการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุ รวมทั้งส่งเสริมการนำศักยภาพผู้สูงอายุมาใช้ในการพัฒนาประเทศ การถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาสู่สังคม ส่งเสริมการออม และสร้างระบบประกันชราภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมั่นคง
๓.๕.๕ ให้ความสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคในทุกมิติ โดยการรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจจัดตั้งองค์กรอิสระผู้บริโภคบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายที่ให้การคุ้มครองดูแลผู้บริโภคโดยเคร่งครัด รวมทั้งการใช้กลไกทางกฎหมายในการป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคในด้านอื่น ๆ เช่น การโฆษณาเกินเวลา การโฆษณาแฝง หรือการใช้สื่อเพื่อประโยชน์ส่วนตน เป็นต้น
๓.๕.๖ ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างชายหญิง ขจัดการกระทำความรุนแรง และการเลือกปฏิบัติต่อเด็ก สตรี และผู้พิการ ให้การคุ้มครองและส่งเสริมการจัดสวัสดิการทางสังคมที่เหมาะสมแก่ผู้ยากไร้ผู้พิการหรือทุพพลภาพและผู้ที่อยู่ในภาวะยากลำบาก ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พึ่งตนเองได้
๓.๕.๗ เร่งรัดการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบครบวงจรทั้งด้านการป้องกันการปราบปรามการบำบัดรักษาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และมีการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดรวมทั้งขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติในการแก้ไขปัญหายาเสพติด
๓.๕.๘ เพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาความปลอดภัย
ในชีวิตและทรัพย์สินโดยส่งเสริมให้มีระบบติดตามและเฝ้าระวังปัญหาอาชญากรรมที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นการพัฒนาระบบข้อมูล ข่าวสาร การเตือนภัย และสร้างเครือข่ายอาสาสมัครชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ในการป้องกันปัญหาร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และปรับปรุงระบบชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชน
๓.๖ นโยบายการกีฬาและนันทนาการ
๓.๖.๑ เสริมสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มออกกำลังกายและเล่นกีฬา โดยประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคธุรกิจเอกชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการพัฒนากีฬา จัดหาสถานที่ จัดกิจกรรมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาอย่างทั่วถึง รวมทั้งส่งเสริมให้เยาวชนมีความสนใจในการกีฬาและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
๓.๖.๒ พัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ โดยจัดตั้งศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ พร้อมทั้งนำวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ จัดให้มีการควบคุมมาตรฐานการฝึกสอนด้านการกีฬาให้มีคุณภาพ และสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬาในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง
๓.๖.๓ ส่งเสริมกีฬาไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและ
ได้รับการยอมรับจากสากลยิ่งขึ้น
๓.๖.๔ ปรับปรุงระบบบริหารจัดการด้านการกีฬาโดยส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการด้านการกีฬา จัดกิจกรรมและสถานกีฬา รวมทั้งจัดสร้างลานกีฬาในทุกหมู่บ้านและชุมชน
๓.๖.๕ ปรับปรุงกฎหมายการกีฬาและที่เกี่ยวข้อง โดยจัดให้มี กฎหมายกีฬาอาชีพ กฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการนักกีฬา และกฎหมายอื่น ๆ เพื่อเป็นเครื่องมือการบริหารจัดการด้านกีฬาให้มีประสิทธิภาพ
๔. นโยบายเศรษฐกิจ
๔.๑ นโยบายการบริหารเศรษฐกิจมหภาค
๔.๑.๑ สนับสนุนให้เศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ โดยประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลังเพื่อให้มีความสมดุลระหว่างอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ เสถียรภาพของระดับราคา และการจ้างงาน
๔.๑.๒ สร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินในประเทศ บริหารสภาพคล่องทางการเงินภายในประเทศ และดูแลการเคลื่อนย้ายทุนระหว่างประเทศ โดยติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกรรมทางการเงินของสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการเพิ่มความร่วมมือทางด้านการเงินภายใต้กรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเพื่อให้สามารถช่วยเหลือและร่วมกันแก้ไขปัญหาในกรณีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการเงิน
ในภูมิภาค
๔.๑.๓ พัฒนาตลาดทุนและระบบสถาบันการเงินให้เข้มแข็งและสามารถรองรับผลกระทบจากความผันผวนของสภาวะการเงินโลก และให้สามารถสนับสนุนการลงทุนและการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงโดยการแก้ไขกฎระเบียบและวางระบบการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมทางการเงิน และส่งเสริมการออมระยะยาวเพื่อเป็นฐานการระดมทุนของประเทศในอนาคต
๔.๑.๔ ส่งเสริมและรักษาวินัยการคลังโดยปรับปรุงแนวทางการจัดสรรงบประมาณของประเทศให้สอดคล้องกับกำลังเงินของแผ่นดินรวมทั้งเร่งออกกฎหมายการเงินการคลังของรัฐเพื่อให้เป็นกลไกในการกำกับและเป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติที่ดี
๔.๑.๕ ปรับปรุงโครงสร้างภาษีและการจัดเก็บภาษี เพื่อให้มีความเป็นธรรม โปร่งใส และสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการประหยัดพลังงาน และพลังงานทางเลือก
๔.๑.๖ กำหนดกรอบการลงทุนภาครัฐ ทั้งในระยะปานกลางและระยะยาวที่มีความชัดเจนของแหล่งเงิน รูปแบบการลงทุน และการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนที่เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาเครื่องมือและกลไกการระดมทุนที่มีประสิทธิภาพสำหรับโครงการขนาดใหญ่โดยคำนึงถึงวินัยการคลัง และภาระงบประมาณของภาครัฐ
๔.๑.๗ ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาการให้บริการ การใช้ทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด การลดต้นทุนดำเนินงาน การบริหารความเสี่ยง การบริหารจัดการภายใต้หลักธรรมาภิบาล และมีระบบการกำกับดูแลที่ดี รวมทั้งการฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาฐานะการเงินและการเร่งรัดการเบิกจ่ายลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย
๔.๒ นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
๔.๒.๑ ภาคเกษตร
๔.๒.๑.๑ เร่งรัดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรและพัฒนาระบบโลจิสติกส์ทางการเกษตรเพื่อเพิ่มผลตอบแทนด้านการเกษตร โดยส่งเสริมการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ จัดหาปัจจัยการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานการผลิตที่มีคุณภาพและมีความจำเป็น พัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาและระบบโลจิสติกส์ทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุนทางการเกษตรรวมทั้งการจัดพื้นที่การผลิตพืชอาหารและพืชพลังงานให้เหมาะสม มีประสิทธิภาพ และมีราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับพืชพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร
๔.๒.๑.๒ ส่งเสริมอาชีพและขยายโอกาสการทำประมง โดยพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประมงชายฝั่งและประมงน้ำจืดทั้งในระดับพื้นบ้านและเชิงอุตสาหกรรม ยกระดับราคาสินค้าประมงโดยท้องถิ่นมีส่วนร่วมปรับปรุงกฎหมายและเขตจับสัตว์น้ำให้ชัดเจนระหว่างประมงเพื่อการพาณิชย์และประมงชายฝั่งและบังคับใช้โดยเคร่งครัด รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำควบคู่กับการเจรจาส่งเสริมความร่วมมือด้านการประมงกับต่างประเทศในการทำประมงนอกและในน่านน้ำสากล และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในกิจการประมง รวมทั้งจัดตั้งองค์กรระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาการประมงของประเทศ ทั้งในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านการประมง
๔.๒.๑.๓ พัฒนาศักยภาพสินค้าปศุสัตว์โดยปรับปรุงและอนุรักษ์พันธุ์สัตว์เศรษฐกิจสำคัญ อาทิ โค กระบือ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ พัฒนาการผลิตทุกขั้นตอนให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล พัฒนาศักยภาพในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดในสัตว์ พัฒนาศักยภาพการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และขยายการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในตลาดโลก รวมทั้งส่งเสริมการทำปศุสัตว์อินทรีย์ครัวเรือนตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
๔.๒.๑.๔ ดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและการตลาดสินค้าเกษตร โดยจัดให้มีระบบประกันความเสี่ยงด้านราคาสินค้าเกษตร พัฒนาตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าให้มีความเข้มแข็ง สร้างตลาดกลางเพื่อการค้าส่งและค้าปลีกสินค้าเกษตรในทุกภูมิภาค ผลักดันให้มีการเปิดตลาดสินค้าเกษตรแห่งใหม่ให้ครอบคลุมทั่วโลก และส่งเสริมระบบเกษตรพันธะสัญญา รวมทั้งใช้ระบบไตรภาคีภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร
๔.๒.๑.๕ ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร
โดยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนามาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยด้านสินค้าเกษตรและอาหารตามมาตรฐานสากลในระดับชุมชน และมีการเชื่อมโยงการผลิตทางการเกษตรกับอุตสาหกรรมการเกษตร ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรที่ได้คุณภาพและมาตรฐานสากล ส่งเสริมความแข็งแกร่งของตราสินค้า จัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอย่างครบวงจร รวมทั้งเร่งรัดการเจรจาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนสนับสนุนเงินทุนพัฒนาเครื่องจักรเพื่อแปรรูปขั้นต้นของสินค้าเกษตร
๔.๒.๑.๖ สร้างความมั่นคงด้านอาหารโดยส่งเสริมการทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริ ขยายกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการอาหารกลางวัน และธนาคารโคกระบือตามแนวพระราชดำริ และสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร ที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน เพื่อลดการใช้สารเคมีและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร รวมทั้งสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับความมั่นคงทางด้านอาหาร
๔.๒.๑.๗ เร่งรัดการจัดหาแหล่งน้ำให้ทั่วถึงและเพียงพอ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรน้ำเพื่อการผลิตทางการเกษตร โดยเน้นการเพิ่มสระน้ำในไร่นาและขุดลอกคูคลองเพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากน้ำให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับชนิดพืชเพิ่มพื้นที่ชลประทานทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ตลอดจนขยายระบบการกระจายน้ำในพื้นที่ชลประทานให้ใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ
๔.๒.๑.๘ คุ้มครองและรักษาพื้นที่ที่เหมาะสมกับ
การทำเกษตรกรรมที่ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานแล้วเพื่อเป็นฐาน
การผลิตทางการเกษตรในระยะยาว ฟื้นฟูคุณภาพดิน จัดหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรยากจนในรูปของธนาคารที่ดิน และเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิให้แก่เกษตรกรยากจนและชุมชนที่ทำกินอยู่ในที่ดินของรัฐที่ไม่มีสภาพป่าแล้วในรูปของโฉนดชุมชนรวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรในรูปของนิคมการเกษตร
๔.๒.๑.๙ พัฒนาภาคเกษตรให้มีความเข้มแข็ง
โดยสร้างและพัฒนาคุณภาพเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการผลผลิตและการบริหารองค์กรเกษตรกรรูปแบบต่าง ๆ ด้วยองค์ความรู้จากนวัตกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยีที่เหมาะสมผ่านระบบการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบการศึกษา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงภาคเกษตรและสังคมไทยแก้ไขปัญหาหนี้สินฟื้นฟูอาชีพและความเป็นอยู่ของเกษตรกรโดยเร่งดำเนินการจัดการหนี้สินของเกษตรกรทั้งในและนอกระบบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และรักษาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร
๔.๒.๒ ภาคอุตสาหกรรม
๔.๒.๒.๑ สร้างความแข็งแกร่งและความสามารถ
ในการแข่งขันในตลาดโลกให้กับอุตสาหกรรมไทยด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อ
ลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า โดยร่วมมือกับภาคเอกชน สถาบันวิจัย และสถาบันการศึกษา ในการพัฒนาความสามารถของผู้ประกอบการ พัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร พัฒนาการออกแบบสินค้าและผลิตภัณฑ์ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มความร่วมมือในภูมิภาคในการผลิตสินค้าเชิงลูกโซ่ผ่านการเจรจาระหว่างประเทศ
๔.๒.๒.๒ กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาของแต่ละอุตสาหกรรมและพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในอนาคต เช่น อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรภายในประเทศ อุตสาหกรรมยานยนต์อุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอัญมณี เป็นต้น โดยปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านภาษีและที่มิใช่ภาษีให้สามารถจูงใจนักลงทุนได้ และส่งเสริมการร่วมทุนกับบริษัทต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง
๔.๒.๒.๓ ร่วมมือกับภาคเอกชนในการปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานสินค้าให้ทัดเทียมและล้ำหน้าในระดับสากลโดยสนับสนุนให้มีกลไกการระดมทุนและประกันความเสี่ยงให้กับภาคเอกชนเพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีมากขึ้น รวมทั้งให้การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับสินค้าที่ผลิตในประเทศและมีตราสัญลักษณ์ไทย
๔.๒.๒.๔ เร่งผลิตบุคลากรด้านอาชีวะตามความต้องการของตลาดแรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งเพิ่มค่าตอบแทนให้ใกล้เคียงกับปริญญาตรี และกำหนดหลักสูตรให้สามารถต่อยอดในระดับปริญญาได้
๔.๒.๒.๕ สร้างความเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรม
ขนาดกลางและขนาดย่อม โดยรัฐอำนวยความสะดวกในการจัดตั้งเครือข่ายรวมกลุ่ม และปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ ขยายขอบเขตการดำเนินการให้สินเชื่อ และประกันสินเชื่อ โดยใช้เครือข่ายธนาคารและสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อให้อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดังกล่าวได้
๔.๒.๒.๖ จัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านอุตสาหกรรมที่มีความสอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เช่น การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เป็นต้น ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนของชุมชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
๔.๒.๒.๗ ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมมีความรับผิดชอบ
ต่อสังคมทั้งในด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการและมาตรฐานความปลอดภัยในสถานประกอบการและสิ่งแวดล้อม
๔.๒.๓ ภาคการท่องเที่ยวและบริการ
๔.๒.๓.๑ ขยายฐานภาคบริการในโครงสร้างการผลิตของประเทศ โดยเพิ่มความหลากหลายของธุรกิจบริการ เพิ่มมูลค่า เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาแรงงานฝีมือทั้งในด้านคุณภาพและความรู้ด้านภาษาและเชื่อมโยงธุรกิจภาคบริการ อุตสาหกรรม และเกษตรเข้าด้วยกันให้เป็นกลุ่มสินค้า เช่น ธุรกิจสุขภาพ อาหาร และการท่องเที่ยวรวมทั้งสินค้าบริการที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์บนพื้นฐานของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
๔.๒.๓.๒ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั้งของรัฐและเอกชน โดยรักษาและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชุมชน รวมทั้งจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการท่องเที่ยวและกำหนดจุดขายของแหล่งท่องเที่ยวของแต่ละภาคและกลุ่มจังหวัดให้มีความเหมาะสมเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เช่น กรุงเทพมหานครที่ทรงเสน่ห์ ภาคใต้เป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลก ภาคเหนือเป็นศูนย์กลางอารยธรรมล้านนา ภาคอีสานเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โบราณคดี วัฒนธรรมและชายแดน ภาคกลางเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวอารยธรรม มรดกโลก และมรดกธรรมชาติ เป็นต้น
๔.๒.๓.๓ พัฒนามาตรฐานบริการด้านการท่องเที่ยว โดยจัดให้มีมาตรฐานธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น มาตรฐานธุรกิจนำเที่ยวมาตรฐานการเดินทาง มาตรฐานร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกมาตรฐานที่พักและโรงแรมเป็นต้นรวมทั้งพัฒนามาตรฐานบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น พนักงานโรงแรม พนักงานบริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ พนักงานร้านอาหาร พนักงานรถนำเที่ยว เป็นต้น และปรับปรุงมาตรฐานการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทั้งในด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และค่าธรรมเนียมและค่าบริการของรัฐ
๔.๒.๓.๔ พัฒนาด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์
การท่องเที่ยวโดยสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ด้านการตลาด และกำหนดกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์เพื่อสนับสนุนจุดขายที่มีความโดดเด่นของไทยให้เป็นศูนย์กลางระดับโลก โดยเฉพาะความพร้อมของการให้บริการทางด้านศูนย์กลางการประชุมและแสดงสินค้าระหว่างประเทศและศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมทั้งส่งเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์เพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก
๔.๒.๓.๕ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ
การท่องเที่ยวทั้งหมดให้มีความทันสมัยและสนับสนุนซึ่งกันและกัน และเพิ่มประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายทางด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
๔.๒.๔ การตลาด การค้า และการลงทุน
๔.๒.๔.๑ ส่งเสริมระบบการค้าเสรีและเป็นธรรมดยมีภาคเอกชนเป็นผู้นำทางธุรกิจ รัฐเป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุน และดูแล และให้มีการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าและกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ป้องกันการผูกขาดตัดตอน ป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค และให้ความคุ้มครองผู้บริโภครวมทั้งออกกฎหมายค้าปลีกเพื่อกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกอย่างเป็นระบบโดยให้ธุรกิจรายใหญ่และรายย่อยอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูลและยั่งยืน
๔.๒.๔.๒ ขยายตลาดสินค้าและบริการส่งออกของไทย โดยกำหนดกลยุทธ์ด้านการตลาดร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดที่มีอยู่แล้ว และขยายฐานการตลาดไปสู่ประเทศใหม่ ๆ เช่น ยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และ เอเชีย เป็นต้น รวมทั้งพัฒนาระบบการกระจายสินค้าให้รวดเร็วโดยใช้ความได้เปรียบในเชิงแหล่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และศักยภาพการขนส่งของไทย
๔.๒.๔.๓ ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี
ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ควบคู่ไปกับการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่มีปัญหา ทั้งที่อยู่ระหว่างการเจรจาและที่ได้มีการเจรจาไปแล้วเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐ รวมทั้งกำหนดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
๔.๒.๔.๔ ปรับปรุงมาตรการบริหารการนำเข้าเพื่อป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม การทุ่มตลาด และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานทางด้านคุณภาพและความปลอดภัย
๔.๒.๔.๕ ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้มีการ
ขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้ถูกต้อง และปกป้องคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของสินค้าและผลิตภัณฑ์ไทยในต่างประเทศ
๔.๒.๔.๖ ส่งเสริมการลงทุนในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะสินค้าอาหารและบริการฮาลาล อุตสาหกรรมภาพยนตร์ สินค้าและบริการที่ใช้นวัตกรรมและภูมิปัญญา การลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศในสาขาที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ และสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ
๔.๒.๔.๗ ปรับปรุงประสิทธิภาพและจัดระบบการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนชายแดนโดยนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ ที่สำคัญได้แก่ ศูนย์บริการครบวงจรระบบอำนวยความสะดวกช่องทางเดียวระบบการตรวจร่วมจุดเดียว ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบโลจิสติกส์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
๔.๒.๔.๘ ปรับปรุงและเร่งรัดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์เรื่องภาษีโดยยกระดับหน่วยงานพิจารณาเรื่องอุทธรณ์จากระดับกรมขึ้นมาอยู่ในระดับกระทรวงและให้ตัวแทนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาตัดสินอุทธรณ์เช่นเดียวกับผู้พิพากษาสมทบ รวมทั้งมีการประกาศกำหนดเวลาแน่นอนในการวินิจฉัยคำอุทธรณ์
๔.๓ นโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
๔.๓.๑ ขยายการให้บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนให้กระจายไปสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึงเพียงพอและมีคุณภาพ ทั้งบริการน้ำสะอาด ไฟฟ้า สื่อสารโทรคมนาคมพื้นฐาน และที่อยู่อาศัย รวมทั้งพัฒนาถนนไร้ฝุ่น โดยยกระดับมาตรฐานทางในชนบทเป็นถนนคอนกรีตหรือลาดยางพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์อย่างบูรณาการ ทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การปรับปรุงพัฒนากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องการส่งเสริมธุรกิจการให้บริการโลจิสติกส์การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการพัฒนาบุคลากรโลจิสติกส์รวมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาด้านโลจิสติกส์อย่างจริงจัง
๔.๓.๒ พัฒนาระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยเชื่อมโยงการขนส่งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่ง เช่น สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง ศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าในภูมิภาค เป็นต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนโลจิสติกส์
๔.๓.๓ พัฒนาโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้มีความสมบูรณ์ และรถไฟชานเมืองให้สามารถเชื่อมต่อการเดินทางกับโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนและระบบขนส่งสาธารณะอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว ในราคาที่เหมาะสม รวมทั้งขยายการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนไปยังเมืองหลักในภูมิภาค
๔.๓.๔ พัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ทั่วประเทศโดยเฉพาะในเส้นทางที่มีปริมาณการขนส่งหนาแน่นและพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงฐานการผลิตในภูมิภาคและระหว่างประเทศ ปรับปรุงบูรณะทาง รวมทั้งพัฒนาการให้บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐานเพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วปลอดภัยและลดต้นทุนการขนส่ง
๔.๓.๕ พัฒนาโครงข่ายทางหลวงสายประธาน สายหลัก และโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ให้เชื่อมโยงเมืองหลักในภูมิภาคและเส้นทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และสอดคล้องกับการพัฒนาโครงข่ายการขนส่งรูปแบบอื่น ๆ โดยเฉพาะโครงข่ายรถไฟ รวมทั้งการปรับปรุงทางหลวงและมีมาตรการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่งสินค้า
๔.๓.๖ พัฒนากิจการพาณิชยนาวีและโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำ โดยเฉพาะการพัฒนาการให้บริการของท่าเรือแหลมฉบังให้มีมาตรฐาน เป็นท่าเรือที่ทันสมัยระดับโลก พัฒนาการขนส่งชายฝั่ง และการขนส่งทางน้ำภายในประเทศและระหว่างประเทศให้เชื่อมโยงกับระบบขนส่งอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางน้ำให้มากขึ้น
๔.๓.๗ พัฒนาและขยายความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานหลักในภูมิภาค ให้สามารถรองรับปริมาณการจราจรทางอากาศได้อย่างเพียงพอในอนาคต พัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุด และพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมการบิน เช่น ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน การท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าทางอากาศชั้นนำของเอเชีย
๔.๓.๘ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต
ที่เกี่ยวข้องด้านการขนส่ง เช่น การต่อเรือ การต่อตู้รถไฟและรถไฟฟ้า เป็นต้น โดยให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งด้านการผลิตและการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
๔.๓.๙ เร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินโครงการขนาดใหญ่อย่างจริงจังภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ และการกำกับดูแลการพัฒนาและการให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และมีการแข่งขันที่เป็นธรรม
๔.๓.๑๐ พัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ในภูมิภาคและเชื่อมโยงกับโครงข่ายคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมขนส่งตามแนวเศรษฐกิจเหนือ-ใต้แนวเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมอ่าวไทยและอันดามัน และโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย รวมทั้งปรับปรุงระบบอำนวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่งสินค้าข้ามแดนในพื้นที่บริเวณชายแดนที่สำคัญ คือ ด่านหนองคาย แม่สอด มุกดาหาร สระแก้ว ด่านสิงขร และช่องเม็ก เป็นต้น
๔.๔ นโยบายพลังงาน
๔.๔.๑ พัฒนาพลังงานให้ประเทศไทยสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น โดยจัดหาพลังงานให้เพียงพอ มีเสถียรภาพ ด้วยการเร่งสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานประเภทต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และเร่งให้มีการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในระดับรัฐบาลเพื่อร่วมพัฒนาแหล่งพลังงาน วางแผนพัฒนาไฟฟ้าให้มีการกระจายชนิดของเชื้อเพลิงที่ใช้ เพื่อลดความเสี่ยงด้านการจัดหา ความผันผวนทางด้านราคา และลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีศักยภาพโดยเฉพาะโครงการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก และโครงการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก รวมทั้งศึกษาความเหมาะสมในการพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่น ๆ มาใช้ประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้า
๔.๔.๒ ดำเนินการให้นโยบายด้านพลังงานทดแทนเป็นวาระแห่งชาติ โดยสนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและชีวมวล เช่น แก๊สโซฮอล์ (อี ๑๐ อี ๒๐ และอี ๘๕) ไบโอดีเซล ขยะ และมูลสัตว์ เป็นต้น เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานลดภาวะมลพิษและเพื่อประโยชน์ของเกษตรกร โดยสนับสนุนให้มีการผลิตและใช้พลังงานหมุนเวียนในระดับชุมชน หมู่บ้าน ภายใต้มาตรการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม รวมทั้งสนับสนุนการใช้ก๊าซธรรมชาติในภาคขนส่งให้มากขึ้น โดยขยายระบบขนส่งก๊าซธรรมชาติให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ตลอดจนส่งเสริมและวิจัยพัฒนาพลังงานทดแทนทุกรูปแบบอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
๔.๔.๓ กำกับดูแลราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
มีเสถียรภาพ และเป็นธรรมต่อประชาชน โดยกำหนดโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงที่เหมาะสม และเอื้อต่อการพัฒนาพืชพลังงาน รวมทั้งสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากที่สุด และบริหารจัดการผ่านกลไกตลาดและกองทุนน้ำมัน เพื่อให้มีการใช้พลังงานอย่างประหยัด และส่งเสริมการแข่งขันและการลงทุนในธุรกิจพลังงาน รวมทั้งพัฒนาคุณภาพการให้บริการและความปลอดภัย
๔.๔.๔ ส่งเสริมการอนุรักษ์และประหยัดพลังงานทั้งในภาคครัวเรือน อุตสาหกรรมบริการและขนส่งโดยรณรงค์ให้เกิดวินัยและสร้างจิตสำนึกในการประหยัดพลังงาน และสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีมาตรการจูงใจให้มีการลงทุนจากภาคเอกชนในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และมาตรการสนับสนุนให้ครัวเรือนลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงการใช้ไฟฟ้าสูงสุด รวมทั้งการวิจัยพัฒนาและกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้าและมาตรฐานอาคารประหยัดพลังงาน ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน และการขนส่งระบบราง เพื่อให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถชะลอการลงทุนด้านการจัดหาพลังงานของประเทศ
๔.๔.๕ ส่งเสริมการจัดหาและการใช้พลังงานที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยกำหนดมาตรฐานด้านต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดโครงการกลไกการพัฒนาพลังงานที่สะอาด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก
๔.๕ นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
๔.๕.๑ พัฒนาโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมพื้นฐานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการสื่อสารอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรต่างๆสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารและความรู้ได้อย่างทั่วถึง และสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจฐานความรู้รวมทั้งพัฒนาบริการสื่อสารที่ทันสมัย เพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการให้บริการภาครัฐ บริการศึกษา บริการสาธารณสุข และโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
๔.๕.๒ พัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทั้งในด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ โดยสนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในภูมิภาค
๕. นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
๕.๑ คุ้มครองและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรธรณี ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งฟื้นฟูอุทยานทางทะเลอย่างเป็นระบบ เร่งจัดทำแนวเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยจัดแบ่งประเภทที่ดินระหว่างที่ดินของรัฐและเอกชนให้ชัดเจน เร่งประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์กำหนดเขตและส่งเสริมการปลูกป่า ป่าชุมชน เพิ่มฝายต้นน้ำลำธารและฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริส่งเสริมป่าเศรษฐกิจในพื้นที่ที่เหมาะสม ป้องกันการเกิดไฟป่า ปราบปรามการบุกรุกทำลายป่าอย่างจริงจัง ส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝกเพื่อลดการชะล้างพังทลายของดิน ลดการใช้สารเคมี และฟื้นฟูดินในบริเวณพื้นที่ที่ดินมีปัญหา รวมทั้งจัดให้มีระบบบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคเศรษฐกิจและการอุปโภคบริโภค
๕.๒ คุ้มครองและฟื้นฟูพื้นที่อนุรักษ์ที่มีความสำคัญเชิงระบบนิเวศ เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยสำรวจ จัดทำระบบฐานข้อมูล อนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน สุขภาพ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจบนฐานภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่มีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมรวมทั้งให้การคุ้มครองเพื่อให้เกิดความปลอดภัยทางชีวภาพ
๕.๓ จัดให้มีระบบการป้องกันรวมทั้งเตือนภัยและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติ โดยนำระบบข้อมูลภูมิสารสนเทศมาใช้กำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยหรือเตือนภัยพิบัติ พัฒนาระบบฐานข้อมูล และติดตั้งระบบเตือนภัย และจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานอันจำเป็นที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ที่มีความเปราะบางหรือเสี่ยงต่อภัยพิบัติอันเกิดจากภาวะโลกร้อน เช่น น้ำท่วม แผ่นดินหรือโคลนถล่ม น้ำแล้ง ตลอดจนธรณีพิบัติและการเกิดคลื่นยักษ์ในทะเล เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทุกแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ
๕.๔ ควบคุมและลดปริมาณของเสียที่กลายมาเป็นมลพิษทั้งในรูปขยะอัตรายมลพิษทางอากาศกลิ่นเสียงและน้ำเสียโดยส่งเสริมการผลิตและบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เกิดการใช้ซ้ำหรือหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ส่งเสริมการป้องกันมลพิษตั้งแต่จุดกำเนิด เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการบำบัดน้ำเสีย กำจัดขยะชุมชน และเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะการจัดให้มีศูนย์กำจัดขยะชุมชนกลางในทุกจังหวัด มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังสำหรับผู้ก่อมลพิษที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เร่งแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่ที่วิกฤตซ้ำซาก รวมทั้งสนับสนุนมาตรการจูงใจด้านภาษีและสิทธิต่าง ๆ กับผู้ประกอบการที่ร่วมโครงการแก้ไขปัญหาโลกร้อนและลดมลพิษ
๕.๕ พัฒนาองค์ความรู้ในการบริหารจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาที่ชุมชนและนักวิชาการในท้องถิ่น
มีส่วนร่วม และที่ภาคเอกชนสามารถนำไปใช้ รวมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างประหยัด และช่วยลดมลพิษ
๕.๖ ปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน ประชาชน และภาคีที่เกี่ยวข้อง ในรูปของสมัชชาสิ่งแวดล้อมมีส่วนร่วมบริหารจัดการ และจัดให้มีการใช้ระบบประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ เพื่อเป็นกลไกกำกับให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งสนองโครงการพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทุกโครงการอย่างจริงจัง
๖. นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม
๖.๑ ส่งเสริมและสนับสนุนโครงการวิจัยตามแนวพระราชดำริ
การวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งงานวิจัยขั้นพื้นฐาน และงานวิจัยประยุกต์ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และพัฒนาอุตสาหกรรม รวมทั้งเร่งรัดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในอนาคต อาทิ เทคโนโลยีสำหรับผู้พิการ เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีพลังงานทดแทน และเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง
๖.๒ เร่งรัดผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและบุคลากรด้านการวิจัยให้สามารถตอบสนองความต้องการของภาคการผลิต โดยพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ และมีหน่วยงานวิจัยที่สามารถรองรับบุคลากร
ได้อย่างเพียงพอ เช่น ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ศูนย์แห่งความเป็นเลิศ และอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น
๖.๓ ปฏิรูประบบการวิจัยและพัฒนาของประเทศ โดยจัดให้มีกองทุนวิจัยร่วมภาครัฐและเอกชนที่รัฐลงทุนร้อยละ ๕๐ และจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับภาคเอกชนที่เข้าร่วมงานวิจัย เพิ่มเติมงบประมาณด้านการวิจัยของประเทศ ปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานของงานวิจัยพื้นฐาน และการวิจัยและพัฒนาแบบครบวงจรที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ รายได้และการจ้างงาน และการเพิ่มมูลค่าสินค้า ทั้งนี้ให้มีโครงการวิจัยที่ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่เป็นรูปธรรมเช่นยาเคมีภัณฑ์วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ และสินค้าเกษตร โดยเชื่อมโยงระหว่างภาคเอกชน สถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัย ตลอดจนเครือข่ายวิสาหกิจ
๗. นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
๗.๑ พัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในทุกมิติและ
ทุกระดับ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีและการเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดเสถียรภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของภูมิภาค โดยส่งเสริมความร่วมมือในทุกสาขากับประเทศเพื่อนบ้านภายใต้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคต่าง ๆ และเร่งแก้ไขปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านโดยสันติวิธีบนพื้นฐานของสนธิสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
๗.๒ ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียน ในวาระที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนและบรรลุการจัดตั้งประชาคมอาเซียนตามกฎบัตรอาเซียนโดยให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกร่วมกันเคารพสิทธิมนุษยชน และผลักดันให้อาเซียนมีบทบาทนำที่สร้างสรรค์ในเวทีระหว่างประเทศ รวมทั้งขยายความร่วมมือกับประเทศในเอเชียอื่นๆภายใต้กรอบความร่วมมือต่าง ๆ ทั้งในภูมิภาคเอเชีย และระหว่างเอเชียกับภูมิภาคอื่น
๗.๓ ส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศมุสลิมและองค์กรมุสลิมระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
๗.๔ กระชับความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
กับประเทศที่มีบทบาทสำคัญของโลกและประเทศคู่ค้าของไทยในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อรักษาและขยายความร่วมมือทางการเมืองความมั่นคงเศรษฐกิจการค้าการเงินการลงทุน และการท่องเที่ยว รวมทั้งแสวงหาตลาดใหม่ เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านทรัพยากร วัตถุดิบ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่
๗.๕ ส่งเสริมการมีบทบาทร่วมกับประชาคมโลก ในเรื่องการกำหนดบรรทัดฐานระหว่างประเทศโดยเฉพาะเรื่องการค้าสินค้าเกษตรและกฎระเบียบด้านทรัพย์สินทางปัญญา การปกป้องรักษาและฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคง การส่งเสริมและคุ้มครองค่านิยมประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม การอนุรักษ์และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ตลอดจนร่วมมือในการแก้ไขประเด็นปัญหาข้ามชาติทุกด้านที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งส่งเสริมให้ไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงานสาขาขององค์การระหว่างประเทศ และมีความร่วมมือทางวิชาการกับประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้น
๗.๖ สนับสนุนการเข้าร่วมในข้อตกลงระหว่างประเทศทั้งทวิภาคีและพหุภาคีที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ เร่งรัดการให้สัตยาบันในข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้แล้ว และปรับปรุงแก้ไขข้อตกลงที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อประชาชนและสังคม
๗.๗ ส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในโลกที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เพื่อก่อให้เกิดฉันทามติในการกำหนดนโยบายและดำเนินนโยบายต่างประเทศ
๗.๘ สร้างความเชื่อมั่นของต่างประเทศต่อประเทศไทยและ
การเข้าถึงระดับประชาชน โดยส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องและความเชื่อมั่นของ
นานาประเทศ ต่อการเมืองและเศรษฐกิจไทย เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย และสนับสนุนการเข้าถึงในระดับประชาชนกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชน รัฐบาล และประชาคมระหว่างประเทศมีทัศนคติในทางบวกต่อประเทศและประชาชนไทย
๗.๙ คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย
แรงงานไทย และภาคธุรกิจเอกชนไทยในต่างประเทศ และสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนไทยในต่างประเทศ
๘. นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
๘.๑ ประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน
๘.๑.๑ สนับสนุนการกระจายอำนาจทางการคลังสู่ท้องถิ่น
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น โดยมีการปรับปรุงกฎหมายเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นจัดเก็บรายได้จากภาษีอากร และค่าธรรมเนียมได้มากขึ้นเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดบริการสาธารณะที่ได้มาตรฐานและตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยคำนึงถึงความจำเป็นและเหมาะสมตามศักยภาพของท้องถิ่น
๘.๑.๒ สนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ยึดหลักธรรมาภิบาลและปรับระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ความรับผิดชอบต่อชุมชน และมีความโปร่งใสมากขึ้น โดยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล และมีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผนและการทำงาน ตลอดจนการจัดบริการสาธารณะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และร่วมติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของท้องถิ่น
๘.๑.๓ ปรับบทบาทและภารกิจการบริหารราชการระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน เพื่อสามารถดำเนินภารกิจที่สนับสนุนเชื่อมโยงกัน และประสานการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการเร่งรัดการดำเนินการถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ตามกฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้มีการติดตามประเมินผลและรายงานผลอย่างต่อเนื่อง
๘.๑.๔ บูรณาการความเชื่อมโยงของการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคสู่ท้องถิ่นโดยสนับสนุนการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ ผ่านกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดที่สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาล แผนยุทธศาสตร์ระดับชาติและระดับภาค ตลอดจนเชื่อมโยงกับแผนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและแผนชุมชนโดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในทุกขั้นตอนของการจัดทำแผน
๘.๑.๕ สนับสนุนให้มีการบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ให้สอดรับกับระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ โดยสนับสนุนให้ท้องถิ่นที่มีศักยภาพและความพร้อมจัดตั้งเป็นมหานคร
๘.๑.๖ สร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐพร้อมทั้งพัฒนาความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของประชาชน ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตลอดจนสนับสนุนการสร้างค่านิยมของสังคมให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและถูกต้องชอบธรรม และส่งเสริมเสรีภาพในการรวมกลุ่มของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
๘.๑.๗ จัดระบบงานให้มีความยืดหยุ่นคล่องตัวรวดเร็ว
มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และส่งเสริมพัฒนาระบบบริหารผลงานและสมรรถนะของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการส่งมอบบริการสาธารณะ พร้อมทั้งการพัฒนาข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการรุ่นใหม่ที่จะต้องเป็นกำลังสำคัญของภาคราชการในอนาคต
๘.๑.๘ ปรับเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เหมาะสมกับความสามารถ และประสิทธิภาพของผู้ปฏิบัติงานในลักษณะที่อาจแตกต่างกันตามพื้นที่ ตามการแข่งขันของการจ้างงานในแต่ละสายอาชีพที่เหมาะสม และตามความจำเป็นเพื่อรักษาคนเก่งคนดีไว้ในราชการรวมทั้งการสร้างความสมดุลของคุณภาพชีวิตข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีขวัญกำลังใจที่จะปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
๘.๒ กฎหมายและการยุติธรรม
๘.๒.๑ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยและเปิดช่องให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบหรือทำให้เกิดประโยชน์ทับซ้อนรวมทั้งออกกฎหมายใหม่ๆเพื่อป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบขยายและยกเลิกอายุความในคดีอาญาบางประเภทและคดีทุจริต ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในทุกระดับอย่างจริงจัง และสนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมากขึ้น ส่งเสริมคุณธรรมคู่ความรู้ทั้งในและนอกสถานศึกษาเพื่อปลูกฝังค่านิยม “คนไทยต้องไม่โกง”
๘.๒.๒ พัฒนากระบวนการยุติธรรมให้มีระบบการอำนวย
ความยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกกลุ่ม โดยส่งเสริมให้มีการนำหลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และหลักการระงับข้อพิพาททางเลือกมาใช้ในการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ให้มีการจัดตั้งองค์กรประนอมข้อพิพาท มีกระบวนการชะลอการฟ้องสำหรับคดีประมาท คดีลหุโทษ และคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปีเป็นอย่างน้อย มีระบบหรือกระบวนการให้สามารถพิจารณาคดีได้รวดเร็วและเป็นธรรมมากขึ้น
๘.๒.๓ พัฒนากฎหมายให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม และการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลปรับระบบงานและกระบวนการให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมทั้งนี้จะเร่งดำเนินการจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย และองค์กรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายของหน่วยงานของรัฐในการให้ความเห็นหรือตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐให้เป็นไปโดยถูกต้องตามหลักนิติธรรม
๘.๒.๔ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการยุติธรรมให้มากขึ้น ภายใต้การใช้อาสาสมัครเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นป้องกันอาชญากรรม การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การตรวจสอบการใช้อำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐส่งเสริมให้ผู้กระทำความผิดที่พ้นโทษสามารถกลับสู่ชุมชนมาใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างปกติสุขตลอดจนจัดให้มีบริการด้านทนายและการปรึกษาทางกฎหมายแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย
๘.๒.๕ พัฒนาระบบและวิธีการปฏิบัติในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดที่เป็นเด็กหรือเยาวชนและผู้ใหญ่ให้มีความหลากหลายและเหมาะสมต่อกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้รับโอกาสในการแก้ไขฟื้นฟูและสามารถกลับตนเป็นพลเมืองดี ไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก บนพื้นฐานของสิทธิและเสรีภาพที่ผู้กระทำความผิดพึงได้รับ
๘.๒.๖ สนับสนุนและพัฒนาตำรวจให้มีประสิทธิภาพ
มีความโปร่งใส และเป็นตำรวจมืออาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี รวมทั้งดำเนินการให้มีการกระจายอำนาจของตำรวจทั้งในส่วนที่ไม่ใช่ภารกิจหลักและกระจายอำนาจการบริหารไปยังส่วนภูมิภาคเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดความโปร่งใส สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตาม ประเมินผลการทำงานของตำรวจอัยการ และผู้ใช้อำนาจรัฐอื่น ๆ
๘.๓ สื่อและการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
๘.๓.๑ ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ และเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารสาธารณะจากทางราชการ และสื่อสาธารณะอื่นได้อย่างกว้างขวาง เป็นธรรม และรวดเร็ว รวมทั้งให้กลไกภาครัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกมิติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
๘.๓.๒ ปรับปรุงกลไกการสื่อสารภาครัฐให้ดำรงบทบาทสื่อ
เพื่อประโยชน์สาธารณะและสร้างความสมานฉันท์ในชาติ
๘.๓.๓ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ต่ำ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
๘.๓.๔ จัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ เพื่อให้สื่อมีเสรี ปราศจากการแทรกแซง และมีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งยกเลิกและปรับปรุงกฎหมายที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และสื่อมวลชนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอย่างจริงจังโดยรัฐบาลขอชี้แจงว่าการกำหนดนโยบายของรัฐบาลที่กราบเรียนมาแล้วนี้ จะเป็นแนวทางดำเนินการในระยะเวลา ๓ ปี ตามความเร่งด่วนของการแก้ไขปัญหาของประเทศ รวมทั้งจะเป็นการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามบทบัญญัติในหมวด๕ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนอกจากนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และดำเนินนโยบายจนบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ได้ รัฐบาลจะดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายที่ต้องตราขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กฎหมายที่สนับสนุนการดำเนินการตามนโยบายและการสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชน และการปรับปรุงหรือกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐ พัฒนาระบบการบริหารจัดการ ตลอดจนดำเนินการทุกประการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพและสามารถบรรลุผลในทางปฏิบัติ เพื่อประโยชน์แก่การพัฒนาประเทศ โดยถือเป็นนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนี้ด้วย
เมื่อการแถลงนโยบายนี้เสร็จสิ้นแล้ว รัฐบาลจะได้เร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรม โดยจัดทำรายละเอียดของแผนปฏิบัติการ ประกอบด้วย แผนการบริหารราชการแผ่นดิน แผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการต่าง ๆ และแผนการตรากฎหมายไว้เป็นคู่มือและแนวทางการทำงานต่อไป
รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นแก่รัฐสภาอันเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินว่าจะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และยึดประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยเป็นที่ตั้งอย่างแท้จริง
/ 7:17 AM /
កម្ពុជាទទួលជំនួយចំនួនមួយពាន់លានដុល្លារ សម្រាប់ឆ្នាំ២០០៩
ភ្នំពេញ៖ ដោយជម្នះនឹងវិបត្តិហិរញ្ញវត្ថុពិភពលោកនោះ ប្រទេសនិងសហគមន៍ផ្ដល់ជំនួយកាលពីថ្ងៃទី៥ ខែធ្នូ បានសន្យាផ្ដល់ជំនួយចំនួនជាង ៩៥១,៥លានដុល្លារមកឲ្យប្រទេសកម្ពុជាសម្រាប់គម្រោងអភិវឌ្ឍន៍ឆ្នាំ២០០៩ ដោយទទួលស្គាល់ពីកិច្ចការដែលរដ្ឋាភិបាលសម្រេចកន្លងមក។ ប៉ុន្តែទោះបីជាយ៉ាងណាក៏ដោយចុះ ការពង្រឹងអភិបាលកិច្ចល្អ
និងការលុបបំបាត់អំពើពុករលួយគឺជាលក្ខខណ្ឌដែលទាមទារឲ្យរដ្ឋាភិបាលត្រូវតែដោះស្រាយឲ្យមានប្រសិទ្ធភាព។ ការសន្យាផ្ដល់ជំនួយដ៏ច្រើនជាងការរំពឹងទុកនេះ បានធ្វើឡើងបន្ទាប់ពីកិច្ចប្រជុំរយៈពេលពីរថ្ងៃ នៃប្រទេសនិងនោះបាននិយាយថា នៅក្នុងរយៈពេលបីឆ្នាំ២០០៩-២០១១ សហភាពអឺរ៉ុបរំពឹងថា នឹងផ្ដល់ជំនួយចំនួន
៥៩៥លានដុល្លារសម្រាប់ការអភិវឌ្ឍន៍ប្រទេសកម្ពុជា។ លោកបាននិយាយបន្ថែមទៀតថា ដៃគូអភិវឌ្ឍន៍អឺរ៉ុបសូមសម្ដែងនូវការចាំបាច់សម្រាប់ការធ្វើឲ្យមានការរីកចម្រើនសេដ្ឋកិច្ចខ្ពស់គាំទ្រដល់អ្នកក្រីក្រ ដោយក្នុងនោះមានការវិនិយោគបរទេសដោយផ្ទាល់នៅកម្ពុជា ដើម្បីជាសសរទ្រូងសម្រាប់ការអភិវឌ្ឍន៍នៅក្នុងប្រទេសនេះ។ គុណភាព និងចីរភាពនៃការវិនិយោគបរទេសដោយផ្ទាល់មានទំនាក់ទំនងយ៉ាងជិតស្និទ្ធជាមួយប្រព័ន្ធច្បាប់ប្រកបដោយ
តម្លាភាព និងអភិបាលកិច្ចល្អ។ ដៃគូអឺរ៉ុបសូមបញ្ជាក់ជាថ្មីនូវការប្ដេជ្ញាចិត្តដើម្បីជួយរដ្ឋាភិបាលនៅក្នុងវិស័យ
ទាំងអស់នេះ។
ចំណែកលោក ស៊ីណូ ហារ៉ា (Katsuhiro SHINOHARA) ឯកអគ្គរាជទូតជប៉ុនប្រចាំនៅប្រទេសកម្ពុជាវិញ
បាននិយាយថា ប្រទេសជប៉ុនមានការសប្បាយចិត្តដែលបានដឹងអំពីសមិទ្ធផលថ្មីៗ របស់រាជរដ្ឋាភិបាលកម្ពុជានៅក្នុងកិច្ចប្រឹងប្រែងអភិវឌ្ឍន៍សេដ្ឋកិច្ចបន្តជាប់រហូត។ លោកបាននិយាយទៀតថា យើងសូមបញ្ជាក់ការគាំទ្ររបស់យើងបន្តទៀតចំពោះការអភិវឌ្ឍន៍សេដ្ឋកិច្ច និងកាត់បន្ថយភាពក្រីក្រនៅកម្ពុជា។ ប្រទេសជប៉ុនរំពឹងថា នឹងផ្ដល់ជំនួយចំនួន ១១២,២៩លានដុល្លារក្នុងមួយឆ្នាំសម្រាប់រយៈពេលពីពេលនេះ
ដល់ឆ្នាំ២០១១។
ទន្ទឹមនឹងការផ្ដល់ជំនួយដ៏ច្រើនសន្ធឹកនេះ អ្នកផ្ដល់ជំនួយក៏បានទាមទារផងដែរឲ្យរដ្ឋាភិបាលកម្ពុជាពង្រឹង
អភិបាលកិច្ចល្អ និងបំបាត់អំពើពុករលួយដើម្បីធានាថា ប្រជាជនកម្ពុជាគឺជាអ្នកទទួលផលពិតប្រាកដពី
ជំនួយទាំងនេះ។
ក្រុមធនាគារពិភពលោក បានសម្រេចផ្ដល់ជំនួយជាទឹកប្រាក់ចំនួន២០លានដុល្លារសហរដ្ឋអាមេរិកសម្រាប់គម្រោងការទាមទារឲ្យមានអភិបាលកិច្ចល្អនៅកម្ពុជា ដើម្បីជួយឲ្យលើកកម្ពស់ការចូលរួមរបស់ប្រជាពលរដ្ឋក្នុងដំណើរការអភិវឌ្ឍន៍ និងអភិបាលកិច្ច និងការឆ្លើយតបរបស់រាជរដ្ឋាភិបាលចំពោះតម្រូវការរបស់ពួកគាត់។ នៅក្នុងសេចក្ដីប្រកាសព័ត៌មានកាលពីថ្ងៃ
ទី៥ ខែធ្នូ ធនាគារពិភពលោកបាននិយាយថា អភិបាលកិច្ចល្អត្រូវបានទទួលស្គាល់ថា ជាមូលដ្ឋានដ៏ចាំបាច់មួយសម្រាប់ការអភិវឌ្ឍន៍ប្រកបដោយនិរន្តរភាព។ ចំណែកអំពើពុករលួយវិញ ត្រូវបានទទួល
ស្គាល់ថា ជាការរារាំងដ៏ធំធេង ចំពោះសមត្ថភាព និងប្រសិទ្ធភាពរបស់រដ្ឋាភិបាលហើយវាជះឥទ្ធិពលមិនស្មើភាពគ្នាដល់ប្រជាជនក្រីក្រ។ ការលើកកម្ពស់ឲ្យប្រជាជនទាមទារនូវអភិបាលកិច្ចល្អ គឺបានក្លាយទៅជាមធ្យោបាយគន្លឹះមួយសម្រាប់ភាពប្រសើរឡើងនៃតម្លាភាព និងការទទួលខុសត្រូវក្នុងកិច្ចការ
សាធារណៈ ហើយក៏ជាចំណែកមួយនៃយុទ្ធសាស្ត្រអភិបាលកិច្ច និងការប្រឆាំងអំពើពុករលួយរបស់ធនាគារពិភពលោក។
គម្រោងរយៈពេល៤ឆ្នាំពីការទាមទារឲ្យមានអភិបាលកិច្ចល្អ គឺជាផ្នែកមួយនៃការខិតខំប្រឹងប្រែងរបស់ធនាគារពិភពលោកក្នុងការជួយដោះស្រាយបញ្ហាអភិបាលកិច្ចនៅកម្ពុជា។ ទោះបីជាប្រទេសនេះបានសម្រេចនូវការរីកចម្រើនផ្នែកសេដ្ឋកិច្ចដែលគួរឲ្យកោតសរសើរក្នុងប៉ុន្មានទសវត្សរ៍ចុងក្រោយ
នេះយ៉ាងណាក៏ដោយ ក៏អភិបាលកិច្ចនៅតែជាឧបសគ្គដ៏ចម្បងមួយសម្រាប់ការអភិវឌ្ឍន៍ឲ្យបានទូលំទូលាយ និងការកាត់បន្ថយភាពក្រីក្រឲ្យបានច្រើនជាងនេះ។ អំពើពុករលួយ ភាពទន់ខ្សោយនៃការទទួលខុសត្រូវរបស់ស្ថាប័នសាធារណៈ និងទន់ខ្សោយស្ថាប័នត្រួតពិនិត្យ ហើយបន្តការនានាបានផ្ដល់ផលប៉ះពាល់ដោយផ្ទាល់ទៅលើជីវភាពរស់នៅប្រចាំថ្ងៃរបស់ប្រជាជន។
កត្តាទាំងនេះ រារាំងការវិនិយោគទុនបរទេស និងការបង្កើតការងារបង្អាក់រដ្ឋាភិបាលចំពោះតម្រូវការចំណូល ហើយវារួមចំណែកធ្វើឲ្យប្រជាជនកម្ពុជាជាងមួយភាគបីរស់នៅក្នុងភាពក្រីក្រ។
គម្រោងដែលប្រកបដោយច្នៃប្រឌិតនេះនឹងជួយលើកកម្ពស់អភិបាលកិច្ចល្អនៅក្នុងវិស័យកំណែទម្រង់អាទិភាព
របស់
កម្ពុជា ដោយការពង្រឹងស្ថាប័ននានា ការគាំទ្រភាពជាដៃគូ និងការចែករំលែកនូវបទពិសោធន៍។ ទាំងនេះអាចនឹងសម្រេចទៅបានដោយសារការជួយជំរុញនូវវិធានការ "ខាងផ្នែកទាមទារ" ដែលជួយពង្រឹងសមត្ថភាពរបស់ប្រជាជន សង្គមស៊ីវិល និងតួអង្គមិនមែនរដ្ឋផ្សេងៗទៀតឲ្យចូលរួមចំណែកជាមួយរដ្ឋាភិបាល និងធ្វើឲ្យរាជរដ្ឋាភិបាលមានការទទួលខុសត្រូវ។ វិធានការទាំងនេះក៏លើកកម្ពស់សមត្ថភាពរដ្ឋាភិបាលដើម្បីឆ្លើយតបទៅប្រជាជនឲ្យបានប្រសើរជាងមុន។
លោក ឈីម៉ាវ ហ្វាន ប្រធានគ្រប់គ្រងធនាគារពិភពលោកប្រចាំនៅប្រទេសកម្ពុជា មានប្រសាសន៍ថា "គម្រោងនេះគឺជាផ្នែកមួយនៃការទទួលខុសត្រូវរបស់ធនាគារចំពោះការចូលរួមឲ្យបានទូលំទូលាយ
សម្រាប់កំណែទម្រង់អភិបាលកិច្ចនៅកម្ពុជា។ ធនាគារបានផ្ដល់ភាពជាអ្នកដឹកនាំក្នុងការគាំទ្រការធ្វើកំណែទម្រង់អភិបាលកិច្ចលើវិស័យសាធារណៈនាពេលកន្លងមក។ ពេលនេះ គឺជាពេលវេលាដ៏ល្អមួយដើម្បីធ្វើការរួមគ្នាជាមួយនឹងអ្នកដែលមានការពាក់ព័ន្ធនានាដូចជា រាជរដ្ឋាភិបាលស្ថាប័នឯកជន សង្គមស៊ីវិល អ្នកផ្ដល់ជំនួយ សភា និងព្រឹទ្ធសភា និងប្រព័ន្ធផ្សព្វផ្សាយដើម្បីបង្កើតជាការទាមទារឲ្យបានប្រសើរជាងមុនសម្រាប់អភិបាលកិច្ចល្អ"។
គំនិតផ្ដួចផ្ដើមនានាដែលចេញពីរាជរដ្ឋាភិបាល និងសង្គមស៊ីវិល នឹងត្រូវបានគាំទ្រក្រោមជំនួយនៃគម្រោងនេះ ដែលនឹងស្វែងរកការលើកកម្ពស់អភិបាលកិច្ចនៅក្នុងវិស័យកំណែទម្រង់ជាអាទិភាពបួន គឺការអភិវឌ្ឍន៍វិស័យឯកជន ការគ្រប់គ្រងធនធានធម្មជាតិការគ្រប់គ្រងហិរញ្ញវត្ថុសាធារណៈ និងវិមជ្ឈការ និងភាពជាដៃគូរបស់ប្រជាពលរដ្ឋដើម្បីអភិបាលកិច្ចល្អ។
គម្រោងនេះ នឹងផ្ដល់ការគាំទ្រដល់ស្ថាប័នបួនរបស់រដ្ឋដែលនឹងអនុវត្តប្រកបដោយជោគជ័យសម្រាប់គម្រោងស្ដីពីការទាមទារឲ្យ
មានអភិបាលកិច្ចល្អ ហើយបានបង្ហាញនូវការប្ដេជ្ញាចិត្តចំពោះការលើកកម្ពស់អភិបាលកិច្ច។
ចំនួនទឹកប្រាក់សរុបសម្រាប់គម្រោងរយៈពេលបួនឆ្នាំនេះ មាន២៥,២៨លានដុល្លារសហរដ្ឋអាមេរិកដែលក្នុងនោះ ៣,
៦២លានដុល្លារសហរដ្ឋអាមេរិកនឹងទទួលបានមកពីភ្នាក់ងារអភិវឌ្ឍន៍អន្តរជាតិរបស់ប្រទេសអូស្ត្រាលី (Aus AID) ហើយចំនួនដែលនៅសល់គឺបានមកពីជំនួយសមាគមអភិវឌ្ឍន៍អន្តរជាតិ (ស្ថាប័នរបស់ធនាគារពិភពលោក ដែលផ្ដល់ជូនប្រទេសដែលមានចំណូលទាប) ផ្ដល់ជូនរដ្ឋាភិបាលកម្ពុជា។
ភ្នំពេញ៖ ដោយជម្នះនឹងវិបត្តិហិរញ្ញវត្ថុពិភពលោកនោះ ប្រទេសនិងសហគមន៍ផ្ដល់ជំនួយកាលពីថ្ងៃទី៥ ខែធ្នូ បានសន្យាផ្ដល់ជំនួយចំនួនជាង ៩៥១,៥លានដុល្លារមកឲ្យប្រទេសកម្ពុជាសម្រាប់គម្រោងអភិវឌ្ឍន៍ឆ្នាំ២០០៩ ដោយទទួលស្គាល់ពីកិច្ចការដែលរដ្ឋាភិបាលសម្រេចកន្លងមក។ ប៉ុន្តែទោះបីជាយ៉ាងណាក៏ដោយចុះ ការពង្រឹងអភិបាលកិច្ចល្អ
និងការលុបបំបាត់អំពើពុករលួយគឺជាលក្ខខណ្ឌដែលទាមទារឲ្យរដ្ឋាភិបាលត្រូវតែដោះស្រាយឲ្យមានប្រសិទ្ធភាព។ ការសន្យាផ្ដល់ជំនួយដ៏ច្រើនជាងការរំពឹងទុកនេះ បានធ្វើឡើងបន្ទាប់ពីកិច្ចប្រជុំរយៈពេលពីរថ្ងៃ នៃប្រទេសនិងនោះបាននិយាយថា នៅក្នុងរយៈពេលបីឆ្នាំ២០០៩-២០១១ សហភាពអឺរ៉ុបរំពឹងថា នឹងផ្ដល់ជំនួយចំនួន
៥៩៥លានដុល្លារសម្រាប់ការអភិវឌ្ឍន៍ប្រទេសកម្ពុជា។ លោកបាននិយាយបន្ថែមទៀតថា ដៃគូអភិវឌ្ឍន៍អឺរ៉ុបសូមសម្ដែងនូវការចាំបាច់សម្រាប់ការធ្វើឲ្យមានការរីកចម្រើនសេដ្ឋកិច្ចខ្ពស់គាំទ្រដល់អ្នកក្រីក្រ ដោយក្នុងនោះមានការវិនិយោគបរទេសដោយផ្ទាល់នៅកម្ពុជា ដើម្បីជាសសរទ្រូងសម្រាប់ការអភិវឌ្ឍន៍នៅក្នុងប្រទេសនេះ។ គុណភាព និងចីរភាពនៃការវិនិយោគបរទេសដោយផ្ទាល់មានទំនាក់ទំនងយ៉ាងជិតស្និទ្ធជាមួយប្រព័ន្ធច្បាប់ប្រកបដោយ
តម្លាភាព និងអភិបាលកិច្ចល្អ។ ដៃគូអឺរ៉ុបសូមបញ្ជាក់ជាថ្មីនូវការប្ដេជ្ញាចិត្តដើម្បីជួយរដ្ឋាភិបាលនៅក្នុងវិស័យ
ទាំងអស់នេះ។
ចំណែកលោក ស៊ីណូ ហារ៉ា (Katsuhiro SHINOHARA) ឯកអគ្គរាជទូតជប៉ុនប្រចាំនៅប្រទេសកម្ពុជាវិញ
បាននិយាយថា ប្រទេសជប៉ុនមានការសប្បាយចិត្តដែលបានដឹងអំពីសមិទ្ធផលថ្មីៗ របស់រាជរដ្ឋាភិបាលកម្ពុជានៅក្នុងកិច្ចប្រឹងប្រែងអភិវឌ្ឍន៍សេដ្ឋកិច្ចបន្តជាប់រហូត។ លោកបាននិយាយទៀតថា យើងសូមបញ្ជាក់ការគាំទ្ររបស់យើងបន្តទៀតចំពោះការអភិវឌ្ឍន៍សេដ្ឋកិច្ច និងកាត់បន្ថយភាពក្រីក្រនៅកម្ពុជា។ ប្រទេសជប៉ុនរំពឹងថា នឹងផ្ដល់ជំនួយចំនួន ១១២,២៩លានដុល្លារក្នុងមួយឆ្នាំសម្រាប់រយៈពេលពីពេលនេះ
ដល់ឆ្នាំ២០១១។
ទន្ទឹមនឹងការផ្ដល់ជំនួយដ៏ច្រើនសន្ធឹកនេះ អ្នកផ្ដល់ជំនួយក៏បានទាមទារផងដែរឲ្យរដ្ឋាភិបាលកម្ពុជាពង្រឹង
អភិបាលកិច្ចល្អ និងបំបាត់អំពើពុករលួយដើម្បីធានាថា ប្រជាជនកម្ពុជាគឺជាអ្នកទទួលផលពិតប្រាកដពី
ជំនួយទាំងនេះ។
ក្រុមធនាគារពិភពលោក បានសម្រេចផ្ដល់ជំនួយជាទឹកប្រាក់ចំនួន២០លានដុល្លារសហរដ្ឋអាមេរិកសម្រាប់គម្រោងការទាមទារឲ្យមានអភិបាលកិច្ចល្អនៅកម្ពុជា ដើម្បីជួយឲ្យលើកកម្ពស់ការចូលរួមរបស់ប្រជាពលរដ្ឋក្នុងដំណើរការអភិវឌ្ឍន៍ និងអភិបាលកិច្ច និងការឆ្លើយតបរបស់រាជរដ្ឋាភិបាលចំពោះតម្រូវការរបស់ពួកគាត់។ នៅក្នុងសេចក្ដីប្រកាសព័ត៌មានកាលពីថ្ងៃ
ទី៥ ខែធ្នូ ធនាគារពិភពលោកបាននិយាយថា អភិបាលកិច្ចល្អត្រូវបានទទួលស្គាល់ថា ជាមូលដ្ឋានដ៏ចាំបាច់មួយសម្រាប់ការអភិវឌ្ឍន៍ប្រកបដោយនិរន្តរភាព។ ចំណែកអំពើពុករលួយវិញ ត្រូវបានទទួល
ស្គាល់ថា ជាការរារាំងដ៏ធំធេង ចំពោះសមត្ថភាព និងប្រសិទ្ធភាពរបស់រដ្ឋាភិបាលហើយវាជះឥទ្ធិពលមិនស្មើភាពគ្នាដល់ប្រជាជនក្រីក្រ។ ការលើកកម្ពស់ឲ្យប្រជាជនទាមទារនូវអភិបាលកិច្ចល្អ គឺបានក្លាយទៅជាមធ្យោបាយគន្លឹះមួយសម្រាប់ភាពប្រសើរឡើងនៃតម្លាភាព និងការទទួលខុសត្រូវក្នុងកិច្ចការ
សាធារណៈ ហើយក៏ជាចំណែកមួយនៃយុទ្ធសាស្ត្រអភិបាលកិច្ច និងការប្រឆាំងអំពើពុករលួយរបស់ធនាគារពិភពលោក។
គម្រោងរយៈពេល៤ឆ្នាំពីការទាមទារឲ្យមានអភិបាលកិច្ចល្អ គឺជាផ្នែកមួយនៃការខិតខំប្រឹងប្រែងរបស់ធនាគារពិភពលោកក្នុងការជួយដោះស្រាយបញ្ហាអភិបាលកិច្ចនៅកម្ពុជា។ ទោះបីជាប្រទេសនេះបានសម្រេចនូវការរីកចម្រើនផ្នែកសេដ្ឋកិច្ចដែលគួរឲ្យកោតសរសើរក្នុងប៉ុន្មានទសវត្សរ៍ចុងក្រោយ
នេះយ៉ាងណាក៏ដោយ ក៏អភិបាលកិច្ចនៅតែជាឧបសគ្គដ៏ចម្បងមួយសម្រាប់ការអភិវឌ្ឍន៍ឲ្យបានទូលំទូលាយ និងការកាត់បន្ថយភាពក្រីក្រឲ្យបានច្រើនជាងនេះ។ អំពើពុករលួយ ភាពទន់ខ្សោយនៃការទទួលខុសត្រូវរបស់ស្ថាប័នសាធារណៈ និងទន់ខ្សោយស្ថាប័នត្រួតពិនិត្យ ហើយបន្តការនានាបានផ្ដល់ផលប៉ះពាល់ដោយផ្ទាល់ទៅលើជីវភាពរស់នៅប្រចាំថ្ងៃរបស់ប្រជាជន។
កត្តាទាំងនេះ រារាំងការវិនិយោគទុនបរទេស និងការបង្កើតការងារបង្អាក់រដ្ឋាភិបាលចំពោះតម្រូវការចំណូល ហើយវារួមចំណែកធ្វើឲ្យប្រជាជនកម្ពុជាជាងមួយភាគបីរស់នៅក្នុងភាពក្រីក្រ។
គម្រោងដែលប្រកបដោយច្នៃប្រឌិតនេះនឹងជួយលើកកម្ពស់អភិបាលកិច្ចល្អនៅក្នុងវិស័យកំណែទម្រង់អាទិភាព
របស់
កម្ពុជា ដោយការពង្រឹងស្ថាប័ននានា ការគាំទ្រភាពជាដៃគូ និងការចែករំលែកនូវបទពិសោធន៍។ ទាំងនេះអាចនឹងសម្រេចទៅបានដោយសារការជួយជំរុញនូវវិធានការ "ខាងផ្នែកទាមទារ" ដែលជួយពង្រឹងសមត្ថភាពរបស់ប្រជាជន សង្គមស៊ីវិល និងតួអង្គមិនមែនរដ្ឋផ្សេងៗទៀតឲ្យចូលរួមចំណែកជាមួយរដ្ឋាភិបាល និងធ្វើឲ្យរាជរដ្ឋាភិបាលមានការទទួលខុសត្រូវ។ វិធានការទាំងនេះក៏លើកកម្ពស់សមត្ថភាពរដ្ឋាភិបាលដើម្បីឆ្លើយតបទៅប្រជាជនឲ្យបានប្រសើរជាងមុន។
លោក ឈីម៉ាវ ហ្វាន ប្រធានគ្រប់គ្រងធនាគារពិភពលោកប្រចាំនៅប្រទេសកម្ពុជា មានប្រសាសន៍ថា "គម្រោងនេះគឺជាផ្នែកមួយនៃការទទួលខុសត្រូវរបស់ធនាគារចំពោះការចូលរួមឲ្យបានទូលំទូលាយ
សម្រាប់កំណែទម្រង់អភិបាលកិច្ចនៅកម្ពុជា។ ធនាគារបានផ្ដល់ភាពជាអ្នកដឹកនាំក្នុងការគាំទ្រការធ្វើកំណែទម្រង់អភិបាលកិច្ចលើវិស័យសាធារណៈនាពេលកន្លងមក។ ពេលនេះ គឺជាពេលវេលាដ៏ល្អមួយដើម្បីធ្វើការរួមគ្នាជាមួយនឹងអ្នកដែលមានការពាក់ព័ន្ធនានាដូចជា រាជរដ្ឋាភិបាលស្ថាប័នឯកជន សង្គមស៊ីវិល អ្នកផ្ដល់ជំនួយ សភា និងព្រឹទ្ធសភា និងប្រព័ន្ធផ្សព្វផ្សាយដើម្បីបង្កើតជាការទាមទារឲ្យបានប្រសើរជាងមុនសម្រាប់អភិបាលកិច្ចល្អ"។
គំនិតផ្ដួចផ្ដើមនានាដែលចេញពីរាជរដ្ឋាភិបាល និងសង្គមស៊ីវិល នឹងត្រូវបានគាំទ្រក្រោមជំនួយនៃគម្រោងនេះ ដែលនឹងស្វែងរកការលើកកម្ពស់អភិបាលកិច្ចនៅក្នុងវិស័យកំណែទម្រង់ជាអាទិភាពបួន គឺការអភិវឌ្ឍន៍វិស័យឯកជន ការគ្រប់គ្រងធនធានធម្មជាតិការគ្រប់គ្រងហិរញ្ញវត្ថុសាធារណៈ និងវិមជ្ឈការ និងភាពជាដៃគូរបស់ប្រជាពលរដ្ឋដើម្បីអភិបាលកិច្ចល្អ។
គម្រោងនេះ នឹងផ្ដល់ការគាំទ្រដល់ស្ថាប័នបួនរបស់រដ្ឋដែលនឹងអនុវត្តប្រកបដោយជោគជ័យសម្រាប់គម្រោងស្ដីពីការទាមទារឲ្យ
មានអភិបាលកិច្ចល្អ ហើយបានបង្ហាញនូវការប្ដេជ្ញាចិត្តចំពោះការលើកកម្ពស់អភិបាលកិច្ច។
ចំនួនទឹកប្រាក់សរុបសម្រាប់គម្រោងរយៈពេលបួនឆ្នាំនេះ មាន២៥,២៨លានដុល្លារសហរដ្ឋអាមេរិកដែលក្នុងនោះ ៣,
៦២លានដុល្លារសហរដ្ឋអាមេរិកនឹងទទួលបានមកពីភ្នាក់ងារអភិវឌ្ឍន៍អន្តរជាតិរបស់ប្រទេសអូស្ត្រាលី (Aus AID) ហើយចំនួនដែលនៅសល់គឺបានមកពីជំនួយសមាគមអភិវឌ្ឍន៍អន្តរជាតិ (ស្ថាប័នរបស់ធនាគារពិភពលោក ដែលផ្ដល់ជូនប្រទេសដែលមានចំណូលទាប) ផ្ដល់ជូនរដ្ឋាភិបាលកម្ពុជា។
